วช. ให้ทุนคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศิริราชพยาบาล พัฒนา แบบคัดกรองนักเรียนที่มีภาวะสมาธิสั้น บกพร่องทางการเรียนรู้ (แอลดี) และออทิซึม สำเร็จครั้งแรกของประเทศ ใช้คัดกรอง 5 อาการ ถือเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาและการแพทย์ มอบให้ สพฐ. คัดกรองนักเรียน ป.1-6 จำนวน 120,000 ชุด ไทยวิกฤติหนัก มีจิตแพทย์เด็กทั่วประเทศแค่ 77 คน เกินครึ่งอยู่ในกรุงเทพฯรร.มิราเคิลแกรนด์ 2 พ.ค. - ศ.ดร.อานนท์ บุณยะรัตเวช เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) วิจัยการแก้ปัญหานักเรียนที่มีภาวะสมาธิสั้น บกพร่องทางการเรียนรู้และ ออทิซึม วิจัยต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 ใช้งบวิจัยเกือบ 12 ล้านบาท ซึ่งบัดนี้ ผลการวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งข้อมูลการจดทะเบียนคนพิการ สถิติคนพิการทุกประเภท และการนำร่องสำรวจเด็กที่มีบกพร่องทางพัฒนาการของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ประชากรกลุ่มที่บกพร่องทางการเรียนรู้ และบุคคลออทิซึม หรือ ออทิสติก มีประมาณ 425,000 คน ถึง 1.2 ล้านคน ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 กล่าวถึงสิทธิการศึกษาของคนพิการว่า บุคคลพิการมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ และรัฐต้องจัดการการศึกษาให้บุคคลที่มีความสามารถพิเศษด้วยรูปแบบที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสามารถของบุคคลนั้น ซึ่งแนวทางการจัดการศึกษาให้นักเรียนกลุ่มนี้เป็นเรื่องยาก หากครูไม่รู้จักพื้นฐานของเด็ก ในที่สุดจะก่อปัญหาสังคมจากการได้รับการศึกษาไม่ถูกวิธี โดยแบบคัดกรองนักเรียนที่มีภาวะสมาธิสั้น บกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) และออทิซึม จะช่วยผู้ปกครอง บุคลากรทางการศึกษา และแพทย์ในการคัดกรองข้อมูลนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ซึ่งมีอายุระหว่าง 6-13 ปี 11 เดือน
ผมเชื่อว่า สพฐ. นำแบบคัดกรองนี้ไปใช้ 120,000 ชุด อย่างน้อยที่สุด เด็ก 120,000 คน ได้อานิสงส์ ได้รับการศึกษาเหมาะสมกับตัวเขา ไม่ขัดแย้งกับตัวเอง ไม่ขัดแย้งกับสังคมและประชาคมโลก ก่อให้เกิดการร่วมมือทำงานอย่างสมดุล ศ.ดร.อานนท์ กล่าว
ผศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ หัวหน้าโครงวิจัยฯ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า สำหรับแบบคัดกรองมี 10 หน้า ใช้คัดกรอง 5 กลุ่มอาการ คือ พฤติกรรมภาวะสมาธิสั้น พฤติกรรมภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ และพฤติกรรมภาวะออทิซึม ด้วยการใช้แบบสอบถามทดสอบในเด็ก 57 คน พบว่ามีความเที่ยงตรง สามารถวัดได้ตามวัตถุประสงค์
คำถามในแบบคัดกรองได้จากคำจำกัดความของกลุ่มอาการต่าง ๆ การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ประสบการณ์ของครู ประสบการณ์ทางคลินิกของแพทย์ นักจิตวิทยาว่าเป็นอย่างไร แบบคัดกรองใช้ง่าย แต่ต้องผ่านการอบรมก่อน เพราะเกี่ยวข้องกับจริยธรรม การประเมินผลออกมาเป็นการชี้อนาคตของชีวิต ต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมในการใช้ ผศ.ดร.ดารณี กล่าว
ผศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล จิตแพทย์เด็ก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ข้อมูลจากพ่อแม่และทางโรงเรียน ช่วยให้จิตแพทย์วินิจฉัยเด็กได้อย่างเป็นระบบ ครูใช้เครื่องมือเป็นระบบคำนวณเกณฑ์การคัดกรองมาแล้ว จะช่วยแพทย์ได้มาก งานวิจัยนี้เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่พัฒนาแบบคัดกรองพฤติกรรมเด็กโดยไม่ได้แปลมาจากต่างประเทศ ทุกข้อคำถามในแบบคัดกรองนี้ สร้างใหม่ล้วน ๆ คิดจากนักวิชาการไทย ไม่ต้องกลัวว่าจะละเมิดลิขสิทธิ์ใคร เป็นการสร้างแบบคัดกรองตามกระบวนการทางจิตวิทยา และเป็นแค่แบบคัดกรอง มิใช่การวินิจฉัยโรค ดังนั้น ผู้ที่นำไปใช้ต้องคำนึงด้วย อย่า ตีตรา เด็ก แต่สิ่งที่ สพฐ. เตรียมการได้คือ ถ้าพบเด็กมีพฤติกรรมภาวะสมาธิสั้น ให้หาเพื่อนประกบ หลีกเลี่ยงการทำโทษด้วยการตี ให้อยู่ไกลหน้าต่าง ประตู ทาง สพฐ. ลงมือทำได้เลย หากปรับแล้วไม่ดีขึ้น การส่งพบแพทย์เด็กซึ่งในประเทศไทยมีที่ทำงานได้แค่ 77 คน อัตราส่วน 1 ต่อล้านคน ในจำนวนนี้ 55 คน อยู่ในกรุงเทพมหานคร อีก 22 คน อยู่ต่างจังหวัด จึงมีข้อจำกัดในการบำบัดรักษา ดังนั้น การใช้แบบคัดกรองโดยครูที่ผ่านการอบรม จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยเหลือ
เป็นแบบคัดกรองฉบับแรกในประเทศไทย เรียกว่า KUS-SI เป็นชื่อย่อของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และศิริราช เมื่อใช้จริงจะพบข้อจำกัด บางข้อเมื่อใช้ในพื้นที่อาจเจอปัญหาไม่เข้ากับวัฒนธรรมของท้องถิ่น ดังนั้น จึงต้องลงทะเบียนเป็นสมาชิกเข้ารับการอบรม มีการติดตามเพื่อนำข้อมูลกลับมาพัฒนาเป็น KUS-SI ฉบับที่ 2 และ KUS-SI ฉบับที่ 3 ต่อไป ผศ.นพ.ชาญวิทย์ กล่าว--
วช. ให้ทุนคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศิริราชพยาบาล พัฒนา แบบคัดกรองนักเรียนที่มีภาวะสมาธิสั้น บกพร่องทางการเรียนรู้ (แอลดี) และออทิซึม สำเร็จครั้งแรกของประเทศ ใช้คัดกรอง 5 อาการ ถือเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาและการแพทย์ มอบให้ สพฐ. คัดกรองนักเรียน ป.1-6 จำนวน 120,000 ชุด ไทยวิกฤติหนัก มีจิตแพทย์เด็กทั่วประเทศแค่ 77 คน เกินครึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ
รร.มิราเคิลแกรนด์ 2 พ.ค. - ศ.ดร.อานนท์ บุณยะรัตเวช เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) วิจัยการแก้ปัญหานักเรียนที่มีภาวะสมาธิสั้น บกพร่องทางการเรียนรู้และ ออทิซึม วิจัยต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 ใช้งบวิจัยเกือบ 12 ล้านบาท ซึ่งบัดนี้ ผลการวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งข้อมูลการจดทะเบียนคนพิการ สถิติคนพิการทุกประเภท และการนำร่องสำรวจเด็กที่มีบกพร่องทางพัฒนาการของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ประชากรกลุ่มที่บกพร่องทางการเรียนรู้ และบุคคลออทิซึม หรือ ออทิสติก มีประมาณ 425,000 คน ถึง 1.2 ล้านคน ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 กล่าวถึงสิทธิการศึกษาของคนพิการว่า บุคคลพิการมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ และรัฐต้องจัดการการศึกษาให้บุคคลที่มีความสามารถพิเศษด้วยรูปแบบที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสามารถของบุคคลนั้น ซึ่งแนวทางการจัดการศึกษาให้นักเรียนกลุ่มนี้เป็นเรื่องยาก หากครูไม่รู้จักพื้นฐานของเด็ก ในที่สุดจะก่อปัญหาสังคมจากการได้รับการศึกษาไม่ถูกวิธี โดยแบบคัดกรองนักเรียนที่มีภาวะสมาธิสั้น บกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) และออทิซึม จะช่วยผู้ปกครอง บุคลากรทางการศึกษา และแพทย์ในการคัดกรองข้อมูลนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ซึ่งมีอายุระหว่าง 6-13 ปี 11 เดือน
ผมเชื่อว่า สพฐ. นำแบบคัดกรองนี้ไปใช้ 120,000 ชุด อย่างน้อยที่สุด เด็ก 120,000 คน ได้อานิสงส์ ได้รับการศึกษาเหมาะสมกับตัวเขา ไม่ขัดแย้งกับตัวเอง ไม่ขัดแย้งกับสังคมและประชาคมโลก ก่อให้เกิดการร่วมมือทำงานอย่างสมดุล ศ.ดร.อานนท์ กล่าว
ผศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ หัวหน้าโครงวิจัยฯ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า สำหรับแบบคัดกรองมี 10 หน้า ใช้คัดกรอง 5 กลุ่มอาการ คือ พฤติกรรมภาวะสมาธิสั้น พฤติกรรมภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ และพฤติกรรมภาวะออทิซึม ด้วยการใช้แบบสอบถามทดสอบในเด็ก 57 คน พบว่ามีความเที่ยงตรง สามารถวัดได้ตามวัตถุประสงค์
คำถามในแบบคัดกรองได้จากคำจำกัดความของกลุ่มอาการต่าง ๆ การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ประสบการณ์ของครู ประสบการณ์ทางคลินิกของแพทย์ นักจิตวิทยาว่าเป็นอย่างไร แบบคัดกรองใช้ง่าย แต่ต้องผ่านการอบรมก่อน เพราะเกี่ยวข้องกับจริยธรรม การประเมินผลออกมาเป็นการชี้อนาคตของชีวิต ต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมในการใช้ ผศ.ดร.ดารณี กล่าว
ผศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล จิตแพทย์เด็ก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ข้อมูลจากพ่อแม่และทางโรงเรียน ช่วยให้จิตแพทย์วินิจฉัยเด็กได้อย่างเป็นระบบ ครูใช้เครื่องมือเป็นระบบคำนวณเกณฑ์การคัดกรองมาแล้ว จะช่วยแพทย์ได้มาก งานวิจัยนี้เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่พัฒนาแบบคัดกรองพฤติกรรมเด็กโดยไม่ได้แปลมาจากต่างประเทศ ทุกข้อคำถามในแบบคัดกรองนี้ สร้างใหม่ล้วน ๆ คิดจากนักวิชาการไทย ไม่ต้องกลัวว่าจะละเมิดลิขสิทธิ์ใคร เป็นการสร้างแบบคัดกรองตามกระบวนการทางจิตวิทยา และเป็นแค่แบบคัดกรอง มิใช่การวินิจฉัยโรค ดังนั้น ผู้ที่นำไปใช้ต้องคำนึงด้วย อย่า ตีตรา เด็ก แต่สิ่งที่ สพฐ. เตรียมการได้คือ ถ้าพบเด็กมีพฤติกรรมภาวะสมาธิสั้น ให้หาเพื่อนประกบ หลีกเลี่ยงการทำโทษด้วยการตี ให้อยู่ไกลหน้าต่าง ประตู ทาง สพฐ. ลงมือทำได้เลย หากปรับแล้วไม่ดีขึ้น การส่งพบแพทย์เด็กซึ่งในประเทศไทยมีที่ทำงานได้แค่ 77 คน อัตราส่วน 1 ต่อล้านคน ในจำนวนนี้ 55 คน อยู่ในกรุงเทพมหานคร อีก 22 คน อยู่ต่างจังหวัด จึงมีข้อจำกัดในการบำบัดรักษา ดังนั้น การใช้แบบคัดกรองโดยครูที่ผ่านการอบรม จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยเหลือ
เป็นแบบคัดกรองฉบับแรกในประเทศไทย เรียกว่า KUS-SI เป็นชื่อย่อของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และศิริราช เมื่อใช้จริงจะพบข้อจำกัด บางข้อเมื่อใช้ในพื้นที่อาจเจอปัญหาไม่เข้ากับวัฒนธรรมของท้องถิ่น ดังนั้น จึงต้องลงทะเบียนเป็นสมาชิกเข้ารับการอบรม มีการติดตามเพื่อนำข้อมูลกลับมาพัฒนาเป็น KUS-SI ฉบับที่ 2 และ KUS-SI ฉบับที่ 3 ต่อไป ผศ.นพ.ชาญวิทย์ กล่าว
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
