รอง ผอ.สพท. ยื่นหนังสือต่อ รมว.ศธ. ร้องไม่ได้รับความเป็นธรรมไม่ได้รับการธรรม ไม่สามารถขอย้ายกลับไปภูมิลำเนาได้ ขณะที่รอง ผอ.สพท.เยียวยา กลับขอย้ายได้ ง่ายกว่า ร้อง ศธ. ขอให้กำหนด หลักเกณฑ์การโยกย้ายใหม่ กลับไปอยู่ภูมิลำเนาของตนเองได้ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาโครงสร้าง จำนวน 4 คน นำโดย นายปราโมทย์ เลิศชีวกานติ รอง ผอ.สพท. ตาก เขต 2 นายไพรสนฑ์ มะโนยานะ รองผอ.สพท.พะเยา เขต 1 นายศักดิ์ทอง วรรณศรี รองผอ.สพท.เชียงใหม่ เขต 3 และนายสมชัย ศรีลาชัย รองผอ.สพท. แม่ฮ่องสอน เขต 1 ได้เข้ายื่นหนังสือศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) นายประเสริฐ งามพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้า ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ( ก.ค.ศ.) เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การ ย้ายข้าราชการครูและบุคลกรทางการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาย้ายไปประจำ สพท.อื่นได้ง่ายขึ้น แต่เนื่อง จาก รมว.ศธ.ติดราชการ นายสมเชาว์ เกษประทุม เลขานุการ รมว.ศธ.จึงรับเรื่อง แทน
นายไพรสนฑ์ กล่าวว่า ตามที่สำนัก งาน ก.ค.ศ ได้กำหนดให้มีรอง.ผอ.สพท. 2 ประเภท คือ รองผอ.สพท.โครงสร้าง 3 ตำแหน่ง และรองผอ.สพท.เยียวยา (ตำแหน่งดอกจัน) เพิ่มเขตละ 7-8 คนนั้น ขณะนี้ รองผอ.สพท.โครงสร้างซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 44 คนทั่วประเทศ ได้รับความเดือดร้อน จากการปฏิบัติหน้าที่อย่างมาก เพราะตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2547 ต้องออกจากภูมิลำเนาไปปฏิบัติราชการในที่ห่างไกลเป็นเวลาเกือบ 3 ปี บางคนอยู่ภาคเหนือแต่ต้องไปปฎิบัติงานอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือบางคนอยู่ ภาคกลางต้องไปปฎิบัติหน้าที่ในภาคใต้ เป็นต้น และเมื่อต้องการขอย้ายกลับภูมิลำเนา เดิมก็ไม่ได้รับการอนุมัติ
ซึ่งที่ผ่านมาเคยเรียกร้องให้ ก.ค.ศ.พิจารณาย้ายก่อน ที่จะมี รองผอ.สพท.เยียวยาโดยตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนไปยัง สพท. ที่มี อัตราว่างรองรับ แต่ ก.ค.ศ.ไม่ ยินยอม ต่างกับรอง ผอ.สพท.เยียวยาบางคนกลับได้บรรจุในภูมิลำเนา หรือบางคนไปอยู่ ต่างภูมิลำเนาและได้โยกย้ายกลับมายังภูมิลำเนาเดิมแล้ว ทำให้พวกตนขาดขวัญ กำลังใจ เพราะถือว่า ก.ค.ศ.ไม่ ได้ออกฎเกณฑ์การย้ายด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรม ประกอบกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ และ เรื่องความปลอดภัยในชีวิต เพราะต้องเดินทางไกลข้ามจังหวัดทำให้สูญเสียสุขภาพ จิต โดยบางรายถึงขั้นเจ็บป่วยและเสียชีวิตไปแล้ว ขณะเดียวกันยังส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพในการปฎิบัติงานด้วย
ตำแหน่งของพวกเรา เป็นตำแหน่งโครงสร้าง ซึ่งการจะโยกย้ายนั้นต้องรอให้ตำแหน่งโครงสร้างเดียวกัน ว่างก่อนถึงจะย้ายได้ และ ทาง ก.ค.ศ.ได้เคยมี หนังสือ ที่ ศธ. 2006.3/ว 8 ลงวันที่ 5 ก.ค. 2549 แจ้งว่า ไม่มีตำแหน่งว่าง แต่ ผมเห็นว่า แม้มีตำแหน่งว่างทาง คณะอนุกรรมการ ก.ค.ศ.ก็บ่ายเบี่ยงไม่ให้ย้าย เพราะว่าแต่ละพื้นที่มี รองผอ.สพท.มากอยุ่แล้ว แต่รองผอ.สพท.เยียวยา ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาใหม่กลับได้รับการบรรจุในภูมิลำเนาของตนเอง และ ยังสามารถโยกย้ายได้ หากในพื้นที่นั้นมีตำแหน่งว่าง และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ของ ทั้งสองทางยินยอม ซึ่งวิธีการดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักบริหารบุคคล และหลักธรรมา ภิบาล ขาดความเสมอภาค ดังนั้นพวกเราจึงมาเรียกร้องและขอความเป็นธรรม หลังจากยื่นข้อเรียกร้อง แล้ว ก็จะรอดูหากไม่ได้รับการดำเนินการใด ๆ จากผู้บริหารศธ. ทางเครือข่ายฯ จะ ดำเนินการฟ้องศาลปกครองสูงสุดต่อไป นายไพรสนฑ์ กล่าว --
รอง ผอ.สพท. ยื่นหนังสือต่อ รมว.ศธ. ร้องไม่ได้รับความเป็นธรรมไม่ได้รับการธรรม ไม่สามารถขอย้ายกลับไปภูมิลำเนาได้ ขณะที่รอง ผอ.สพท.เยียวยา กลับขอย้ายได้ ง่ายกว่า ร้อง ศธ. ขอให้กำหนด หลักเกณฑ์การโยกย้ายใหม่ กลับไปอยู่ภูมิลำเนาของตนเองได้
ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาโครงสร้าง จำนวน 4 คน นำโดย นายปราโมทย์ เลิศชีวกานติ รอง ผอ.สพท. ตาก เขต 2 นายไพรสนฑ์ มะโนยานะ รองผอ.สพท.พะเยา เขต 1 นายศักดิ์ทอง วรรณศรี รองผอ.สพท.เชียงใหม่ เขต 3 และนายสมชัย ศรีลาชัย รองผอ.สพท. แม่ฮ่องสอน เขต 1 ได้เข้ายื่นหนังสือศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) นายประเสริฐ งามพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้า ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ( ก.ค.ศ.) เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การ ย้ายข้าราชการครูและบุคลกรทางการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาย้ายไปประจำ สพท.อื่นได้ง่ายขึ้น แต่เนื่อง จาก รมว.ศธ.ติดราชการ นายสมเชาว์ เกษประทุม เลขานุการ รมว.ศธ.จึงรับเรื่อง แทน
นายไพรสนฑ์ กล่าวว่า ตามที่สำนัก งาน ก.ค.ศ ได้กำหนดให้มีรอง.ผอ.สพท. 2 ประเภท คือ รองผอ.สพท.โครงสร้าง 3 ตำแหน่ง และรองผอ.สพท.เยียวยา (ตำแหน่งดอกจัน) เพิ่มเขตละ 7-8 คนนั้น ขณะนี้ รองผอ.สพท.โครงสร้างซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 44 คนทั่วประเทศ ได้รับความเดือดร้อน จากการปฏิบัติหน้าที่อย่างมาก เพราะตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2547 ต้องออกจากภูมิลำเนาไปปฏิบัติราชการในที่ห่างไกลเป็นเวลาเกือบ 3 ปี บางคนอยู่ภาคเหนือแต่ต้องไปปฎิบัติงานอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือบางคนอยู่ ภาคกลางต้องไปปฎิบัติหน้าที่ในภาคใต้ เป็นต้น และเมื่อต้องการขอย้ายกลับภูมิลำเนา เดิมก็ไม่ได้รับการอนุมัติ
ซึ่งที่ผ่านมาเคยเรียกร้องให้ ก.ค.ศ.พิจารณาย้ายก่อน ที่จะมี รองผอ.สพท.เยียวยาโดยตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนไปยัง สพท. ที่มี อัตราว่างรองรับ แต่ ก.ค.ศ.ไม่ ยินยอม ต่างกับรอง ผอ.สพท.เยียวยาบางคนกลับได้บรรจุในภูมิลำเนา หรือบางคนไปอยู่ ต่างภูมิลำเนาและได้โยกย้ายกลับมายังภูมิลำเนาเดิมแล้ว ทำให้พวกตนขาดขวัญ กำลังใจ เพราะถือว่า ก.ค.ศ.ไม่ ได้ออกฎเกณฑ์การย้ายด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรม ประกอบกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ และ เรื่องความปลอดภัยในชีวิต เพราะต้องเดินทางไกลข้ามจังหวัดทำให้สูญเสียสุขภาพ จิต โดยบางรายถึงขั้นเจ็บป่วยและเสียชีวิตไปแล้ว ขณะเดียวกันยังส่งผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพในการปฎิบัติงานด้วย
ตำแหน่งของพวกเรา เป็นตำแหน่งโครงสร้าง ซึ่งการจะโยกย้ายนั้นต้องรอให้ตำแหน่งโครงสร้างเดียวกัน ว่างก่อนถึงจะย้ายได้ และ ทาง ก.ค.ศ.ได้เคยมี หนังสือ ที่ ศธ. 2006.3/ว 8 ลงวันที่ 5 ก.ค. 2549 แจ้งว่า ไม่มีตำแหน่งว่าง แต่ ผมเห็นว่า แม้มีตำแหน่งว่างทาง คณะอนุกรรมการ ก.ค.ศ.ก็บ่ายเบี่ยงไม่ให้ย้าย เพราะว่าแต่ละพื้นที่มี รองผอ.สพท.มากอยุ่แล้ว แต่รองผอ.สพท.เยียวยา ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาใหม่กลับได้รับการบรรจุในภูมิลำเนาของตนเอง และ ยังสามารถโยกย้ายได้ หากในพื้นที่นั้นมีตำแหน่งว่าง และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ของ ทั้งสองทางยินยอม ซึ่งวิธีการดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักบริหารบุคคล และหลักธรรมา ภิบาล ขาดความเสมอภาค ดังนั้นพวกเราจึงมาเรียกร้องและขอความเป็นธรรม หลังจากยื่นข้อเรียกร้อง แล้ว ก็จะรอดูหากไม่ได้รับการดำเนินการใด ๆ จากผู้บริหารศธ. ทางเครือข่ายฯ จะ ดำเนินการฟ้องศาลปกครองสูงสุดต่อไป นายไพรสนฑ์ กล่าว
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
