เรียบร้อยโรงเรียนพรรคพลังประชาชนไปแล้วกับชัยชนะการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เมื่อได้จำนวน ส.ส.มาเป็นอันดับที่หนึ่งถึง 233 คน และตามกติกาจึงพร้อมเป็นพรรคแกนนำร่วมกับอีก 5 พรรค ในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นรัฐบาลผสม 315 เสียง ซึ่งตามจังหวะก้าวหลังจากที่แต่ละพรรคฟอร์มทีมรัฐบาลกันเรียบร้อย สิ่งที่ตามมานั้นคือ การต่อเจรจาต่อรอง เพื่อจัดสรรเก้าอี้ตำแหน่งรัฐมนตรีของแต่ละกระทรวงที่เป็นไปตามคาด กระทรวงใหญ่ๆ หรือกระทรวงเกรดเออย่าง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การจัดสรรโควต้าและบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจึงต้องผ่านการกลั่นกรองและคัดสรรมาเป็นอย่างดี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนมาจากพรรคที่มีเสียงข้างมาก เพื่อจะเข้ามากำหนดและสานต่อภารกิจที่สำคัญๆ ของแต่ละกระทรวงต่างจากกระทรวงเกรดบีและเกรดซีที่มักจะถูกลดหลั่นในการให้ความสำคัญ เพื่อเข้ามาดูแลภารกิจของกระทรวง อย่างเช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงที่ดูแลรับผิดชอบปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งเรื่องเด็ก สตรี คนพิการ ผู้สูงอายุ รวมทั้งการออกกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนในสังคม
หลายฝ่ายที่ทำงานร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงจับตามองและคาดหวังกับรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งจะเข้ามาเป็นหัวขบวนใหม่ในการขับเคลื่อนสังคมให้มั่นคงอยู่ดีมีสุข เหมือนกับคำพูดก่อนอำลาตำแหน่งของ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่เข้ามาบริหารกระทรวง พม.ในฐานะรัฐบาลเฉพาะกิจ ภายหลังมีการปฏิวัติรัฐประหารที่บอกไว้ว่า อยากฝากรัฐบาลใหม่ว่า พม.ต้องการรัฐมนตรีที่มีใจให้สังคม เข้าใจสังคม มิฉะนั้นจะทำงานผิดทาง รัฐมนตรีคนใหม่ต้องเข้าใจและให้กำลังใจข้าราชการ และที่สำคัญต้องไม่โกง เพราะ พม.เป็นกระทรวงเล็กทำงานกับสังคม หากมีรัฐมนตรีไม่สุจริตใจก็จะโกงได้อย่างมหาศาลมโหฬารเหมือนกัน
ด้านนักวิชาการอย่าง นางจุรี วิจิตรวาทการ สมาชิกสภานิติบัญญัติ บอกว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นั้นถือว่ามีความสำคัญมากในการเข้ามาดูแลความมั่นคงของคนในสังคม ทั้งเรื่อง เด็ก ผู้หญิง คนพิการ ผู้สูงอายุ ครอบครัว รวมทั้งที่อยู่อาศัย อาทิ การเคหะแห่งชาติ เครือข่ายผู้หญิงของมูลนิธิและองค์กรต่างๆ ที่ต้องทำงานร่วมกับกระทรวง พม.จึงอยากได้คนที่มาเป็นรัฐมนตรีมีใจที่จะทำงานเพื่อสังคม สามารถทำงานเชื่อมประสานกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ได้ ที่สำคัญต้องเป็นคนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะกระทรวง พม.เป็นหน่วยงานที่ดูแลในด้านสังคม หากมีการทุจริตประชาชนก็จะขาดที่พึ่ง
ส่วนนักวิชาการด้านเด็กและสตรีอย่างนายวัลลภ ตั้งคณานุรักษ์ หรือ ครูหยุย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้ความเห็นว่า รัฐมนตรีที่จะเข้ามาดูแลกระทรวงพม. ต้องเป็นนักประสานงานกับทุกเครือข่ายให้มาช่วยทำงานได้ เพราะที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็เตรียมกฎหมายไว้ให้หมดแล้ว ทั้งกฎหมายสภาองค์กรชุมชน สภาเด็กและเยาวชน และยังมีกองทุนอีกมากมาย ซึ่งนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. และ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง พม. ได้วางระบบงานพื้นฐานให้หมดแล้ว งานของรัฐมนตรีคนใหม่จึงไม่น่ายาก
รัฐมนตรีคนใหม่ที่จะเข้ามาดูแลกระทรวง พม.ขอให้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ ไม่ทำตามใบสั่งของใคร กระทรวงนี้อาจมองว่าเล็กแต่มีความสำคัญในการดูแลคนตั้งแต่เกิดจนถึงตาย ดังนั้น รัฐมนตรีต้องเป็นคนกล้าตัดสินใจ ที่สำคัญต้องเป็นคนที่มีความรู้ คู่คุณธรรม จริยธรรม เพราะมีความรู้อย่างเดียว แต่ไม่มีคุณธรรมก็ไม่สามารถนำพากระทรวง พม.ให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ครูหยุยฝากทิ้งท้าย
คงต้องติดตามและจับตาดูกันต่อไปกับโฉมหน้าของรัฐมนตรีกระทรวงชื่อยาว อย่าง พม. กันว่าจะได้บุคคลใดมาเป็นผู้นำที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้ คู่คุณธรรม ตามสเปคที่นักวิชาการตั้งเอาไว้
หน้า 35
ข้อมูลจาก มติชน
