ทันทีที่นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) คนใหม่ พร้อมด้วยนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก้าวเข้ามารับตำแหน่งเจ้ากระทรวงหมอ ก็เร่งขับเคลื่อนนโยบายทันทีโดยเฉพาะ การบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรโดยรัฐ (ซีแอล) ในยามะเร็ง 4 รายการ ที่ได้ลั่นวาจาตั้งแต่แรกว่าจะสั่งทบทวนใหม่ เพราะติดใจรัฐมนตรีคนเก่า นพ.มงคล ณ สงขลา ขวัญใจผู้ป่วยคนจนที่เซ็นลงนามในประกาศซีแอลไปเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2551 ว่า มีนัยสำคัญ แถมยังปักใจเชื่อว่า การทำซีแอลของไทยไม่ถูกต้องตามกระบวนการ หรือกฎหมายทั้งไทยและสากล
นายไชยาย้ำว่า จะเรียนถามรัฐมนตรีเก่า ซึ่งเข้ามาดำรงตำแหน่งปี 2549 แต่ทำไมเพิ่งประกาศซีแอลยามะเร็ง ต้องนำสถิติมาดู เพราะได้รับรายงานว่าผู้ป่วยมะเร็งยังมีไม่มากนักแล้วทำไมถึงต้องทำซีแอล และทบทวนว่าราคารับได้หรือไม่ เพราะคำว่าสิทธิบัตรเป็นเรื่องล่อแหลมหากเรายังดันทุรัง บริษัทที่คิดค้นขึ้นมาต้องหมดเงินเป็นหลายหมื่นล้าน
การทบทวนครั้งนี้ไม่ได้จ้องจับผิดใคร และคงไม่ถึงขั้นต้องยกเลิก เพียงต้องการทราบสาเหตุการประกาศซีแอลครั้งนี้ว่าเกิดจากอะไร เพราะเมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา มีหนังสือจากกระทรวงพาณิชย์ ว่าบริษัทผู้ผลิตมีหนังสือมาถึงว่าจะประกาศขึ้นบัญชีให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องจับตามอง (PWL) โดยระบุว่า ไทยไม่เคยเรียกไปคุย หรือจะปรับลดราคา ดังนั้น ต้องเรียกทั้งผู้ผลิต กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ เข้ามาคุยพร้อมกัน แต่ละคนมีมุมมองต่างกัน แต่ต้องเอากฎหมายเป็นที่ตั้ง ผลกระทบจากที่ประกาศออกไป กลัวว่าไปเจอประเทศมหาอำนาจจะเหนื่อย นายไชยาระบุเหตุผลที่ทบทวนซีแอล
แต่เมื่อถามไล่เลียงว่า ทราบขั้นตอนการดำเนินการซีแอลที่ผ่านมาหรือไม่นั้น นายไชยายอมรับว่า เห็นแต่ตัวประกาศว่า ต้องการให้คนไทยเข้าถึงยา นั่นคือสิ่งที่เอาเหตุผลมาประกาศ แต่บางครั้งการประกาศแบบนี้ เป็นเรื่อง ถูกใจ ไม่ถูกต้อง เพราะผลที่สะท้อนลงมาจะแรงกว่าที่เราได้ เรื่องนี้ละเอียดอ่อน ไม่ควรทำกันง่ายๆ
นอกจากนี้ นายไชยายังสำทับอีกว่า แสดงว่าการประกาศซีแอลไปนั้น เป็นการได้อย่างเสียอย่าง อย่างที่บอกว่า ถูกใจ ไม่ถูกต้อง หรือ ถูกต้อง ไม่ถูกใจ ไทยอยู่ภายใต้กฎหมายขององค์การการค้าโลก (WTO) ต้องมีเหตุผลในการประกาศทำซีแอล และเคารพสิทธิ และให้เกียรติกัน ประเทศเราประเทศที่ยังด้อยพัฒนา ต้องการความช่วยเหลือ เชื่อว่าบริษัทผู้ผลิตพร้อมที่จะช่วยเหลือ ซึ่งระหว่างนี้หากตัวแทนจากบริษัทยาจะเข้าพบก็ยินดี
คำกล่าวทั้งหมดล้วนเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความในใจของเจ้ากระทรวงหมออย่าง ไชยา ว่าต้องการหันหน้าเข้าหาบริษัทยาข้ามชาติ ที่ข้าราชการผู้ใหญ่ นักวิชาการ เอ็นจีโอ และเครือข่ายต่างๆ พร้อมใจเรียกว่า นายทุนหน้าเลือด นักล็อบบี้ตัวยง
และจะกลายเป็น หนามยอกอก ที่นายไชยาจะต้องปวดใจอย่างแน่ หากตัดสินใจยกเลิกซีแอลยามะเร็ง
นพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุข ผู้ตัดสินใจประกาศซีแอล กล่าวว่า รมว.สาธารณสุขคนใหม่สามารถทบทวนซีแอลได้ และถ้าจะยกเลิกการทำซีแอลก็จะทำให้ทราบว่าทำเพื่อใคร และที่ผ่านมาก็เป็นคนดำเนินการจุดสุดท้าย และทุกอย่างผ่านการพิจารณาด้วยเหตุและผล ความคุ้มค่า ทุกอย่างมีทั้งดีและเสีย แต่เลือกในสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อประชาชนแล้ว หากใครมาเปลี่ยนตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่คนยากไร้ไม่สามารถเข้าถึงยาได้ และต้องตายอย่างไม่มีศักดิ์ศรี
นพ.มงคลกล่าวว่า สถิติผู้ป่วยโรคมะเร็งอาจมีไม่มากนัก จากข้อมูลที่ทำซีแอลคือ มีผู้ป่วยมะเร็งปอดและมะเร็งตับรวมกันประมาณ 1.5 หมื่นคน แต่ผู้ได้รับผลกระทบคือญาติ คือครอบครัวคนรอบข้างผู้ป่วยที่ยังชีวิตอยู่อย่างต้องล้มละลาย มีมากกว่าผู้ป่วยถึง 5 เท่า แม้แต่ผู้ป่วยโรคไตที่เสียชีวิต เพียง 1.75 หมื่นรายต่อปี แต่คนรอบข้างและญาติผู้ป่วยล้มละลายไปเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ดังนั้น การจะนำเฉพาะยอดผู้ป่วยมาพิจารณาอย่างเดียวก็คงไม่เหมาะสม
คนไม่เคยเห็นคนตายแบบที่ไม่มีเงินสักบาทเดียวเลยในครอบครัวก็คงไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร การที่จะบอกให้คนร่ำรวยเข้าใจและเห็นภาพดังกล่าวก็เป็นเรื่องยาก เพราะพวกเขาเสียเงินเป็นแสนเป็นล้านก็เป็นเรื่องเล็กเพราะเงินสำหรับเขามันหาง่าย นพ.มงคลกล่าว
นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการสนับสนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรโดยรัฐ (ซีแอล) ยืนยันว่า การทำซีแอลทุกรายการของ นพ.มงคล ได้ดำเนินการมาถูกต้องทุกประการทั้งกฎหมายในประเทศไทย และกฎ กติกาสากล รวมถึงได้พิจารณาไตร่ตรองเรื่องความเหมาะสมมาเป็นอย่างดี ซึ่งรายระเอียดขั้นตอนการทำงานทั้งหมดจะชี้แจงไว้ในสมุดปกขาวซีแอลยามะเร็ง ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดพิมพ์อยู่
ด้าน น.ส.รสนา โตสิตระกูล ประธานเครือข่าย 30 องค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น กล่าวว่า สธ.มีภาระเกี่ยวกับสังคม มีงบประมาณมากถึง 3 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ประมาณ 1 แสนล้านบาท หรือร้อยละ 30 เป็นค่าจัดซื้อยาทั้งสิ้น ซึ่งร้อยละ 99 เป็นการสั่งซื้อยานำเข้าจากต่างประเทศ หากยกเลิกซีแอลยามะเร็ง แล้วเอางบประมาณไปซื้อยาราคาแพง ก็ยิ่งเป็นการไม่ช่วยประหยัดงบประมาณ และประชาชนจะรับไม่ได้
รัฐมนตรีใหม่เข้ามาปุ๊บก็มาทำงานหักล้างสิ่งที่ นพ.มงคลได้ทำไว้ จะทำให้สังคมตั้งคำถามได้ว่า ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทยาข้ามชาติหรือไม่ เพราะที่ผ่านมารู้กันดีว่าบริษัทเหล่านี้ล็อบบี้กดดันอย่างเต็มที่ ดูได้จากการประกาศให้ไทยเป็นประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องผลประโยชน์ของบริษัทยา และประเทศใหญ่ทั้งสิ้น รัฐมนตรีใหม่จะทำอะไรต้องต้องระมัดระวังตัวอย่างมาก เพราะประชาชนจะจับตามอง ว่าจะนำเงินภาษีที่ได้จ่ายไปไปถลุงใช้อะไรบ้าง และยิ่งนายกรัฐมนตรีออกปากว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้ขี้ริ้วขี้เหร่ แล้วคนอื่นจะมองว่าคุณสวยงามได้อย่างไร น.ส.รสนาแสดงความข้องใจ
ขณะที่เครือข่ายผู้ป่วยต่างๆ ทั้งผู้ป่วยโรคเอดส์ โรคไต โรคมะเร็ง ฯลฯ เครือข่ายผู้บริโภค และนักวิชาการเตรียมทำหนังสือเพื่อขอพบนายไชยา ขอทราบวิสัยทัศน์และความชัดเจนในเรื่องซีแอล
นี่คือสิ่งท้าทายความสามารถของรัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ว่า บทเรียนแรกจะสามารถก้าวผ่านได้อย่างสง่างามหรือไม่
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
