นางสาวพูลสุข เจนพานิชย์ ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยอิลลินอย์ นครชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ศึกษาตัวแปรที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้ถุงยางอนามัยของผู้ชายไทยวัยหนุ่ม อายุ 20-39 ปี ได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัย พนักงานบริษัท พนักงานธนาคาร พนักงานในโรงงาน และประชาชนทั่วไปในชุมชน ในเขตกรุงเทพมหานคร ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงในช่วง 3 เดือน (ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2550 ถึง มกราคม 2551) จำนวน 400 คน ผลการวิจัยพบว่าชายไทยวัยหนุ่มในกรุงเทพฯ มีพฤติกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวีนางสาวพูลสุขกล่าวว่า จากการวิจัยพบว่าร้อยละ 23 ของผู้ชายไทยกลุ่มนี้มีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนมากกว่า 1 คน คือตั้งแต่ 2 คน จนถึง 12 คน ในช่วง 3 เดือน ในจำนวนนี้มีร้อยละ 42.1 เท่านั้นที่ใช้ถุงยางอนามัยสม่ำเสมอเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงเหล่านี้ และถึงแม้ว่าร้อยละ 77 ของชายไทยวัยหนุ่มมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนเพียง 1 คน แต่พบว่าร้อยละ 28.7 เท่านั้นที่ใช้ถุงยางอนามัยสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ยังพบว่า ความตั้งใจที่จะใช้ถุงยางอนามัยของชายไทยวัยหนุ่มในกรุงเทพฯ ขึ้นอยู่กับทัศนคติและการคล้อยตามกระแสของสังคมและความคิดเห็นของบุคคลรอบข้าง ชายไทยกลุ่มนี้ยอมรับว่า การใช้ถุงยางอนามัยเป็นสิ่งที่ดี ฉลาด ปลอดภัย และมีประโยชน์ แต่ก็ยังมีทัศนคติทางลบว่าการใช้ถุงยางเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไม่เพลิดเพลิน และไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งทัศนคติเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชายไทยไม่ตั้งใจใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ สำหรับบุคคลรอบข้างที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจที่จะใช้ถุงยางอนามัยมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มเพื่อน คู่นอน และเป็นส่วนน้อยมากที่ชายไทยกลุ่มนี้จะพูดคุยหรือได้รับคำแนะนำในเรื่องการใช้ถุงยางอนามัยจากบิดา มารดา ครูอาจารย์ นางสาวพูลสุขกล่าว และว่า จะต้องมีการรณรงค์ให้ผู้ชายไทยรักเดียวใจเดียว ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ส่งเสริมความรู้ในเรื่องการใช้ถุงยางอนามัยในสถานศึกษาโดยใช้โจทย์สถานการณ์และการเรียนรู้ระหว่างเพื่อนแทนการบรรยาย และจัดหาสถานที่จำหน่ายถุงยางอนามัยที่เหมาะสมและทั่วถึง และเป็นเรื่องจำเป็นที่หน่วยงานรัฐและเอกชนจะต้องหาวิธีรณรงค์ที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้านหรือขัดแย้งจากสังคมไทย
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
