นายกสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทยเผยกฎหมายใหม่ส่งผลเมียหลวงนิยมฟ้องเรียกค่าทดแทนหญิงชู้ พ้อชู้ที่เป็นข้าราชการหญิงมีเอกสิทธ์คุ้มครอง ทำให้เมียหลวงหักเงินค่าทดแทนจากเงินเดือนไม่ได้ เตรียมประสานเครือข่ายสตรีชงเรื่องแก้ไข ส่วนเหตุหญิงฟ้องหย่ากว่า 60 % ผัวมีกิ๊ก-ตบตี-เป็นเกย์เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2551 ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) นางสุทธินี เมธีประภา นายกสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์และคณะ ได้เข้าพบนายสุธา ชันแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เพื่อขอให้ช่วยผลักดันการบังคับใช้กฎหมายด้านสตรี อาทิ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว พ.ร.บ.คำนำหน้านามหญิง เป็นต้น
นางสุทธินี ให้สัมภาษณ์กว่า สมาคมฯได้ให้ความช่วยเหลือในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีภรรยาต้องการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงชู้ ซึ่งพบว่าภรรยาที่เข้ามาขอรับคำปรึกษากับสมาคฯนิยมฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงชู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเมื่อปี 2550 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 กำหนดว่า สามีหรือภรรยาอุปการะเลี้ยงดู หรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายฟ้องร้องได้ ซึ่งครอบคลุมทั้งหญิงและชาย กอรปกับ มาตรา 1445 เปิดทางให้ชายหรือหญิงสามารถเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งไดร่วมประเวณีกับคู่หมั้นหรือสามีหรือภรรยาของตนได้
นางสุทธินี กล่าวอีกว่า ค่าทดแทนหญิงชู้ฟ้องเรียกได้ตั้งแต่ 1 หมื่นถึง 1บาท ขึ้นกับชื่อเสียงของบุคคลนั้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา หากหญิงชู้เป็นข้าราชการ เมื่อขึ้นศาลแล้วจะได้แต่ใบคำพิพากษา เพราะหากหญิงชู้เป็นข้าราชการจะมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ไม่สามารถหักเงินทดแทนได้ เหมือนหักค่าเลี้ยงดูหรือ ค่าเลี้ยงชีพอื่นๆ แต่หากจะเรียกค่าทดแทนต้องไปบังคับเอาจากทรัพย์สินของหญิงชู้เอง ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากมาก ทั้งนี้ ล่าสุดสมาคมฯได้ช่วยภรรยาในการฟ้องหญิงชู้ จนชนะคดีได้รับค่าทดแทนหญิงชู้นับล้านบาท เนื่องจากสามี ภรรยา และหญิงชู้ต่างก็เป็นคนมีชื่อเสียง
สมาคมฯ เตรียมประสานกับองค์กรสตรีในการยื่นขอแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ในส่วนที่เป็นการบังคับคดีกรณีฟ้องเรียกค่าทดแทนหญิงชู้ ต่อรัฐสภา เพื่อให้ฟ้องเรียกค่าชดเชยหญิงชู้ที่เป็นข้าราชการได้ โดยไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครองใดๆ เพราะถือเป็นคดีครอบครัว อย่างไรก็ตาม การฟ้องหญิงชู้บางรายก็ไม่ได้หวังเงินทดแทน แต่ต้องการทำให้หญิงชู้อับอายขายหน้าเท่านั้นนางสุทธินี กล่าว
นางสุทธิณี กล่าวด้วยว่า สมาคมฯยังได้ให้ความช่วยเหลือสตรีที่ถูกละเมิดและให้คำปรึกษาทางกฎหมายเกี่ยวกับครอบครัว โดยเรื่องที่ได้รับการร้องเรียนให้ช่วยเหลือมากที่สุด คือ การฟ้องหย่า คิดเป็น 60 % ของปัญหาที่ได้รับการร้องเรียน ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายหญิงขอฟ้องหย่า อันมาจากสามีไปมีหญิงอื่น หรือถูกสามีทำร้ายทุบตีทุกวัน และพบว่าสามีเป็นเกย์หลังจากแต่งงานกัน ซึ่งบางกรณีสมาคมฯได้ช่วยเหลือไกล่เกลี่ยจนสามารถหย่าขาดจากความเป็นสามีภรรยากันได้ แต่บางกรณีถึงขั้นฟ้องร้องต่อศาล นอกจากนี้ ได้รับการร้องเรียนและให้ความช่วยเหลือเรื่อง การฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูบุตร เนื่องจากสามีทอดทิ้งไม่ส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัว ซึ่งผู้หญิงที่ประสบปัญหานี้มีตั้งแต่ข้าราชการ นักธุรกิจ คนมีฐานะถึงคนหาเช้ากินค่ำ ส่วนการฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูพบมากว่าเนื่องจากสามีทิ้งบุตรและภรรยาไปอยู่กับหญิงอื่น หรือการฟ้องเพื่อแบ่งสินสมรส เพราะสามีนำสินสมรสไปส่งเสียให้หญิงอื่น
กรณีที่ นายเฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ระบุว่าการที่ผู้สูงอายุมีกิ๊กเป็นเรื่องปกติ คำพูดนี้เหมือนเป็นการดูถูกผู้หญิง มองไม่เห็นคุณค่าของผู้หญิงโดยมองผู้หญิงคล้ายเป็นที่รองรับอารมณ์ทางเพศของผู้ชาย การพูดเช่นนั้นแสดงถึงความไม่เสมอภาคระหว่างชายหญิง มองเห็นผู้หญิงต่ำต้อยกว่า ซึ่งคนระดับรัฐมนตรีพูดเช่นนั้นเหมือนเป็นการสนับสนุน ทั้งที่ควรให้ความสำคัญกับเรื่องจริยธรรมทางเพศ และไม่ว่าจะเป็นคนระดับไหนแนวคิดเรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดแล้วในสังคมยุคนี้ ไม่ควรมองเรื่องการต่อร้องทางเพศเป็นเรื่องสนุกที่ควรส่งเสริมนางสุทธินีกล่าว
ด้านนายสุธา กล่าวว่า การแสดงความคดิเห็นของร.ต.อเฉลิมเป็นการลดทอนความเสมอภาคหญิงชายหรือไม่นั้น ตนไม่มีความคิดเห็น ซึ่งการส่งเสริมความเสมอภาคกับการมีกิ๊กเป็นคนละเรื่อง คำว่ากิ๊กเป็นคำสมัยใหม่ แต่ไม่ว่าจะเป็นระดับไหน ก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูก พม.ส่งเสริมเรื่องสถาบันครอบครัว ก็ต้องดูแลส่งเสริมไม่ให้คนอยู่นอกกรอบ ส่วนการส่งเสริมความเสมอภาคพม.มีหน้าที่ที่จะส่งเสริม หาช่องทางและโอกาสให้ผู้หญิงได้มีความร่วมในการบริหาร และมีบทบาททางการเมืองมากยิ่งขึ้น
ขณะนี้กำลังหารือหัวหน้าสำนักงานเลขานุการรมว.พม.ถึงการจัดทำระบบในการส่งข้อมูลกรณีข้าราชการพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมมายังผมโดยตรง เพื่อเป็นกลไกที่จะเอื้ออำนวยให้กับข้าราชการที่มีข้อมูลความไม่ชอบมาพากลของข้าราชการและผู้บังคับบัญชาในการร้องเรียนถึงผมโดยตรงนายสุธา กล่าว
นายสุธา กล่าวอีกว่า ในส่วนของการสอบวินัยร้ายแรงนายวัลลภ พลอยทัมทิม ปลัดพม. คณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง จะสอบเฉพาะประเด็นกรณีทุจริตในสถานธนานุเคราะห์ ส่วนอีก 5 ประเด็น ซึ่งรวมถึงเรื่องชู้สาว คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่มีนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานได้สรุปตั้งแต่รับบาลชุดที่ผ่านมาแล้วว่าไม่มีมูล ซึ่งก็ต้องเคารพการตัดสินด้วย
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
