กิ๊กก๊อก ข่าว |
กิ๊กก๊อก Link |
|
|
คนไทยกินยาเกิน7.6หมื่นล้าน/ปี หมอวินิจฉัยผิด-ผู้ป่วยร้องขอมั่ว
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) มีการเสวนาเรื่อง วิกฤตดื้อยา...ทางออกอยู่ตรงไหน ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าโครงการนำร่องเพื่อส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล (Antibiotics Smart Use) กล่าวถึงสถานการณ์การดื้อยาปฏิชีวนะในประเทศไทยว่า ขณะนี้ถือว่าประเทศไทยมีอัตราการดื้อยาสูงมาก และถือว่าเข้าขั้นวิกฤตในหมวดการใช้ยาทุกประเภท โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ เช่น เชื้อกลุ่มอีโคไล ทำให้เกิดท้องเดิน กระเพาะปัสสาวะอักเสบ มีอัตราการดื้อยาร้อยละ 83 เชื้อกลุ่มสเตฟฟิโลคอคคัส หนอง ฝี มีอัตราการดื้อยา 100% หรือ เชื้อกลุ่มเคลปซิลเอลล่า ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ มีอัตราการดื้อยา ร้อยละ 99 ขณะนี้ได้อยู่ระหว่างการศึกษาอัตราการดื้อยากลุ่มปฏิชีวนะที่นำเข้าสูงสุด ปี 2548 มูลค่า 7,517 ล้านบาท จากมูลค่านำเข้ายาทั้งปี 38,257 ล้านบาท สูงที่สุดในกลุ่มยานำเข้าจากต่างประเทศ ปี 2549 มีมูลค่าการใช้ยาทั้งประเทศ 76,000 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มยาฆ่าเชื้อรวมถึงยาปฏิชีวนะมีมูลค่า 16,000 ล้านบาทต่อปีผศ.นพ.พิสนธิ์กล่าวว่า หลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์รายงานว่า ยาปฏิชีวนะ เป็นยาที่มีฤทธิ์ทำลายได้เฉพาะเชื้อแบคทีเรีย และไม่ออกฤทธิ์กับโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งโครงการศึกษานำร่องครั้งนี้เน้นรณรงค์ให้แพทย์เลิกจ่ายยาปฏิชีวนะกับยา 3 กลุ่มโรคที่มักพบว่ามีการจ่ายยาไม่เหมาะสม คือ ไข้หวัด เจ็บคอ ท้องร่วงเฉียบพลันและแผลเลือดออก ซึ่งร้อยละ 85 ของผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา เพราะเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ประชาชนส่วนมากยังมีความเข้าใจผิดว่าหากมีอาการเจ็บคอ คอแดงๆ ต้องกินยาอักเสบ ทั้งที่จริงสามารถหายเองได้โดยการพักผ่อน ดื่มน้ำมากๆ แต่กรณีที่คออักเสบมีตุ่มหนองขึ้นเท่านั้นถึงจะใช้ยากลุ่มแก้อักเสบ เช่น Ampicillin และ Amoxicillin ทั้งนี้ แพทย์ส่วนใหญ่ทราบดีว่าเกิดผลกระทบต่อผู้ป่วย แต่ต้องสั่งจ่ายตามที่ผู้ป่วยต้องการ อีกทั้งยังมีคนไข้อีกกลุ่มที่ซื้อยากินเองจากร้านขายยา ส่วนยาแก้สิวไม่จำเป็นต้องรับประทานยาใช้ยาทาก็ได้ ภญ.วีรวรรณ แตงแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า มีการทำโครงการนำร่องเพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่เหมาะสม โดยเริ่มศึกษาที่ รพ.ชุมชนและสถานีอนามัยใน จ.สระบุรี มีระยะเวลาศึกษา 1 ปี จะประเมินผลในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งผลการรณรงค์เบื้องต้นมีแนวโน้มที่ดี หลังจากจบโครงการนำร่องจะขยายผลไปยัง รพ.ภาครัฐและเอกชน รวมทั้งร้านขายยาคุณภาพ ปัญหาที่พบส่วนหนึ่งเกิดจากความเชื่อคลาดเคลื่อนของบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับการสั่งจ่ายยา รวมถึงการคลาดเคลื่อนในการวินิจฉัยโรค รวมถึงอุปกรณ์ในการวินิจฉัยโรค โดยเฉพาะการวินิจฉัยคออักเสบ ที่มักใช้ไฟฉายที่มีไฟสีส้ม ทำให้คอเป็นสีแดงเสมอ ซึ่งการวินิจฉัยที่ถูกต้องควรต้องใช้ไฟสีขาวส่องดูจะเห็นว่าคอแดงหรืออักเสบจริงหรือไม่ หรืออีกวิธีที่จะรณรงค์ในแพทย์ คือ การดูแลสุขภาพ หรือใช้ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย เช่น แคปซูลฟ้าทะลายโจร หรือยาอมมะแว้ง หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน

|
|
|
|