แกะรอยขบวนการฉกหนังสือ ปีเดียวเสียหาย 300 ล้านบาท ซีเอ็ดเปิดเกมรุก ตั้งทีมเฉพาะกิจตามล่า พบหัวขโมยส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายเดียวกัน ล่าสุดยืมมือเด็ก 12 ก่อเหตุเมฆ บุญสิทธิ์ อดีตลูกจ้างร้านหนังสือนายอินทร์สาขานนทบุรี วัย 33 ปี ที่ถูกจับกุมขณะขโมยหนังสือนำไปขายให้ร้านหนังสือมือสอง ช่วยฉายภาพขบวนการฉกหนังสือให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แม้ว่าคดีลักษณะนี้จะเกิดขึ้นมานาน สร้างความเสียหายแก่วงการหนังสือในวงกว้าง แต่ใครจะรู้บ้างว่า คดีลักเล็กขโมยน้อยที่ดูเหมือนไม่มีอะไรนี้ แต่ละปีมีมูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท !?!
ตัวเลขข้างต้นมาจากการสำรวจยอดหนังสือหายจากร้านค้าทั่วประเทศโดยศูนย์หนังสือจุฬาฯ ร่วมกับบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการบางร้านทนแบกรับภาระไม่ไหวปิดกิจการไปก็มี
ปลายทางของหนังสือขโมยเหล่านี้อยู่ที่ร้านหนังสือมือสองกับร้านเช่าหนังสือ!!!
นริศ เจ้าของร้านหนังสือมือสอง ย่านปทุมวัน บอก คม ชัด ลึก ว่าปัจจุบันมีบริษัทรับจัดขายหนังสือมือสอง หรือร้านเช่าหนังสือ เกิดขึ้นจำนวนมาก ใครคิดอยากจะเปิดร้านขายหนังสือหรือร้านเช่าทำได้ง่ายมาก เพียงแค่มีสถานที่และทุนเท่านั้น
นริศอธิบายว่า เมื่อสถานที่พร้อมทุนพร้อมก็แค่แจ้งความจำนงไปยังบริษัทจัดหาหนังสือว่าต้องการหนังสือประเภทไหน จะเป็นนิยาย การ์ตูน วรรณกรรม เรื่องสั้น หรือคู่มือคอมพิวเตอร์ มีให้เลือกมากมาย เมื่อผ่านไปสักระยะบริษัทจะมาติดต่อเสนอขายหนังสือใหม่ให้ในราคาต่ำกว่าหน้าปก 50-70% แบ่งเป็นนิยายแปลขายต่ำกว่าราคาปก 50% เรื่องสั้น 60% และคู่มือต่างๆ 70%
จากนั้นเจ้าของร้านขาย-เช่าหนังสือก็นำไปขายส่วนมากจะให้ส่วนลด 20-30%
ผู้ประกอบการไม่รู้หรอกว่า บริษัทนำหนังสือมาจากไหน พอนานๆ เข้าจะมีนายหน้าเดินเข้ามาติดต่อเสนอขายหนังสือในราคาต่ำกว่าหน้าปก ส่วนใหญ่จะเสนอขาย 25-30% ของราคาปก อาจจะลดลงได้อีกถ้าซื้อเยอะๆ จากข้อมูลที่ได้มา 80% เป็นหนังสือใหม่ที่ถูกขโมยมาจากร้านหนังสือทั่วไป ที่เหลือเป็นหนังสือเก่าจริงๆ
ไม่เฉพาะนริศเท่านั้นที่รู้ว่าขบวนการฉกหนังสือนั้นมีเครือข่ายอย่างไร คนในวงการหนังสือเองก็รู้ด้วยกันทั้งนั้นว่า เกิดจากร้านหนังสือมือสองทุนหนาแห่งหนึ่ง รับซื้อหนังสือมือสองทุกประเภท ตั้งแต่ชั่งขายเป็นกิโลกรัม หรือรับซื้อชนิดลดแหลกจากราคาปก โดยไม่รับซื้อเองโดยตรง แต่จะใช้วิธีเปิดแผงรับซื้อตามแหล่งใหญ่ เช่น จตุจักร บางแค รังสิต ฯลฯ
บริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ก็ประสบปัญหาขบวนการฉกหนังสือ ที่ดูเหมือนยอดความเสียหายจะเพิ่มขึ้นทุกปีๆ โดยเฉพาะช่วง 5 ปีหลังมานี้ มียอดหายเพิ่มมากขึ้นตลอด
ปี2545 ซีเอ็ดประสบปัญหาหนังสือหายคิดเป็น 0.8% ของยอดหนังสือในตลาดทั้งหมด อีก 4 ปีต่อมา เพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 1.6% คิดเป็นมูลค่าความเสียหายตกราวๆ 50 ล้านบาท จึงมีแนวคิดตั้งชุดเฉพาะกิจออกตามล่าหาหนังสือที่หาย ในชื่อ แอลพีดี หรือหน่วยป้องกันการขโมยหนังสือขึ้น
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผอ.ฝ่ายทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) บอก คม ชัด ลึก ว่า ทีมเฉพาะกิจแอลพีดีมีหน้าที่สืบเสาะว่าหนังสือเหล่านั้นหายไปไหน ใครเอาไปทำอะไร ขณะเดียวกันก็ติดตั้งวิดีโอวงจรปิดคอยสอดส่องดูพฤติกรรมของหัวขโมยที่แฝงในคราบนักอ่าน
วิโรจน์บอกว่า เมื่อมีแผนรับมือสถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้น แต่ก็ใช่จะหมดไปเสียทีเดียว ขณะเดียวกันการติดตามเฝ้าพฤติกรรมหัวขโมยตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ก็ทำให้รู้ถึงขบวนการฉกหนังสือด้วย
ผอ.ฝ่ายทรัพยากรบุคคลฯซีเอ็ด อธิบายว่า ขบวนการนี้มีการวางแผนมาอย่างดี มีการส่งทีมงานไม่ต่ำกว่า 5-6 คน เข้าไปดูลาดเลาตามร้านหนังสือนานกว่าสัปดาห์ก่อนลงมือ และเลือกเอาช่วงปลอดคนหรือคนน้อยที่สุด ขณะที่พนักงานก็ยุ่งอยู่กับการคิดเงินหรือไปรับประทานอาหาร เป็นเวลาลงมือ !?!
ขบวนการฉกหนังสือจะใช้คน2-3 คน ในการลงมือแต่ละครั้ง เลือกอยู่ตามมุมที่แตกต่างกันออกไป ใกล้กับหนังสือที่ได้รับออเดอร์มา เตรียมถุงใบใหญ่ๆ ที่มียี่ห้อของร้านหนังสือเป้าหมายเอาไว้ใส่ แล้วให้เพื่อนในแก๊งไปสร้างโจทย์ให้พนักงาน...โจทย์ที่ว่านี้ก็คือ การหาหนังสือสักเล่มหนึ่งที่หายากๆ เพื่อให้เพื่อนๆ มีเวลาจัดการกับหนังสือ
นอกจากนี้ยังทำให้วิโรจน์มองเห็นเส้นทางของขบวนการนี้ด้วยว่า จะหมุนเวียนไปตามร้านต่างๆ ทุกสัปดาห์ บางแก๊งตระเวนขโมยตั้งแต่ กทม.ไปจนถึงจันทบุรี ก่อนจะหวนกลับมาขายย่านสะพานควาย ปทุมวัน ปทุมธานี นนทบุรี ชลบุรี เป็นต้น
การขโมยหนังสือยังไม่หมดไป เพราะทำได้ง่าย ได้กำไรดี และบทลงโทษน้อย แค่ปรับ ผมเคยเจอคนร้ายคนเดียวกันกระทำความผิดซ้ำกัน 4 ครั้ง แต่ละครั้งใช้ชื่อไม่เหมือนกัน บางครั้งคนที่มาประกันตัวก็คือหัวขโมยที่ผมเคยจับได้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือบางทีพอโดนจับก็มีคนโทรศัพท์เข้ามาขอเคลีย์ ตรงนี้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าพวกนี้เป็นกลุ่มเดียวกัน
ล่าสุดทีมเฉพาะกิจแอลพีดีพบว่า แก๊งฉกหนังสือใช้วิธีให้เด็กอายุ 12 ปี เข้าไปขโมยหนังสือตามร้านหนังสือ สร้างภาพให้เกิดความน่าสงสารแทน !?!
ในขณะที่ซีเอ็ดวางแผนรับมือด้วยการตั้งชุดเฉพาะกิจป้องกันการขโมยหนังสือสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยก็กำลังหาทางออกด้วยการ ฝังชิพ ในปกหนังสือด้วยเช่นกัน
ริสรวล อร่ามเจริญ กรรมการผู้จัดการบริษัท แปลน ฟอร์ คิดส์ จำกัด นายกสมาคม บอกว่า ขั้นตอนนี้กำลังหารือกับสำนักพิมพ์ต่างๆ หากดำเนินการจริงค่าใช้จ่ายก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วย
ปี2550 ภาพรวมของธุรกิจหนังสือเติบโตถึง 1.6 หมื่นล้านบาท มียอดหนังสือหายคิดเป็นมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท หมายความว่าคนไทยหันมาสนใจอ่านหนังสือกันมากขึ้น ทว่าหากสำนักพิมพ์มีมาตรการป้องกันหนังสือหายด้วยการฝังชิพไว้ปกหนังสือ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นก็ตกอยู่กับประชาชนคนอ่านหนังสือนั่นเอง
จะหยิกเล็บก็เจ็บเนื้อทางที่ดีควรหามาตรการกวาดล้างและบทลงโทษหนักๆ กับเหลือบริ้นวงการหนังสือนี้ ดีกว่าให้นักอ่านเผชิญกับชะตากรรม...ตามลำพัง !
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
