ครม. สั่งมหาดไทย เตรียมความพร้อมในการป้องกันและเฝ้าระวังอุทกภัย-วาตภัย-ดินถล่ม พร้อมตั้งศูนย์เฉพาะกิจระดับภูมิภาคจังหวัด กรมอุตุนิยม จับตาพายุพายุไซโคลนนาร์กีสใกล้ชิด ชี้ไทยเสี่ยงพายุไซโคลนระดับความรุนแรงสูงไม่ต่างจากพม่าเช่นเดียวกันสภาพในพม่า
(6พ.ค.) น.ส. ศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำ
สำนักนายกรัฐมนตรี
แถลงภายหลังการประชุมครม.ถึง
สถานการณ์ภัยแล้ง
ว่า ที่ประชุมครม.รับทราบถึงสถานการณ์ดังกล่าว รวมทั้งการเตรียมความพร้อมรับมือ
สถานการณ์อุทกภัย วาตภัย
และดินถล่ม ทั้งนี้ที่ผ่านมามีฝนตกลงมาเป็นวงกว้าง ทำให้จังหวัดที่ประสบปัญหาภัยแล้งลดลง 27 จังหวัด โดยภาพรวมสถานการณ์คลี่คลายลงไปในทางที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตามในจุดที่น่าเป็นห่วงและเฝ้าระวังคือ การเตรียมพร้อมรับ
สถานการณ์อุทกภัยและวาตภัยรวม
ทั้งดินถล่ม ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดหมายลักษณะอากาศว่า ฤดูฝนจะเริ่มเร็วกว่าปกติ คือประมาณสัปดาห์ที่สองของเดือน พ.ค. ดังนั้นเรื่องนี้รัฐบาลจึงให้จังหวัดต่าง ๆ เตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ความสำคัญและเฝ้าระวัง โดยกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้
รองโฆษกประจำ
สำนักนายกรัฐมนตรี
กล่าวว่า มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม ในระดับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมกับแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รับผิดชอบประจำศูนย์ แบ่งหน้าที่การปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ เช่น จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศ จาก
กรมอุตุนิยมวิทยา
อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง จัดเตรียมกำลังคน วัสดุอุปกรณ์ ในการสื่อสารต่าง ๆ และจัดระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบทันท่วงที รวมถึงให้แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ความสำคัญในการจัดหาพื้นที่รองรับน้ำหรือแก้มลิง และจัดทำงบประมาณเพื่อดำเนินการล้างท่อระบายน้ำในเขตชุมชน ขุดลอกคูคลองแหล่งน้ำ กำจัดวัชพืช และสิ่งกีดขวางทางน้ำ เป็นต้น
นายศุภฤกษ์ ตันศรีรัตนวงศ์ อธิบดี
กรมอุตุนิยมวิทยา
เปิดเผยว่า หลังจาก
พายุไซโคลนนาร์กีส
ได้พัดถล่มสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาวพม่าแล้ว ขณะนี้ทางกรมอุตุนิยมวิทยา กำลังติดตามว่าจะมีการก่อตัวของพายุในทะเลจีนใต้ ทะเลอันดามันโดยใช้ภาพถ่ายทางดาวเทียม และสามารถเตือนภัยล่วงหน้าได้ประมาณ 1สัปดาห์ ทั้งนี้ยังไม่พบว่ามีการก่อตัวของพายุเกิดขึ้นในระยะนี้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าพายุไต้ฝุ่นนีโอกูรี และพายุไซโคลนนาร์กีส ที่ที่เฉียดประเทศไทยไปนั้นมีกำลังแรงสูงมาก ที่ผ่านมาหลายสิบปีพายุที่พัดเข้าไทยโดยตรงจะเป็นพายุฤดูร้อนและพายุดีเปรสชั่นเท่านั้น ยังไม่ถึงระดับเป็นไซโคลนที่มีระดับความรุนแรงจนทำให้ชาวพม่าต้องประสบวาตภัยครั้งรุนแรงในรอบเกือบร้อยปี
มีสัญญาณที่บ่งชี้ว่าผิดปกติทางสภาพภูมิอากาศที่ค่อนข้างแปรรปวน อาจจะส่งผลให้ประเทศไทยมีความ เสี่ยงที่จะเผชิญพายุได้อีกในระยะนี้ ซึ่งปกติเราจะเจอพายุเฉลี่ยปีละ 2-3 ลูก แต่เนื่องจากขณะนี้มีพายุเร็วกว่าปกติ และค่อนช้างชัดเจนว่าระดับความแรงของพายุนั้นมาจากการสะสมพลังงานความชื้นในทะเล ที่มีอุณหภูมิที่เหมาะสม หากถ้าเคลื่อนตัวช้า และอยู่ในทะเลนานจะเพัฒนาจากหย่อมความกดอากาศต่ำ กลายเป็นดีเปรสชั่น พายุโซนร้อน ไต้ฝุ่น และไซโคลนตามลำดับ ดังนั้นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเราจะเจอพายุอีกเมื่อไหร่ เพื่อจะ ลดความเสียหายที่จะเกิดต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนไทย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุ
นายศุภฤกษ์ ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ จากอิทธิพลของพายุในช่วงที่ผ่านมา ยังทำให้เกิดผลตามมาด้วย ซึ่งจากการติดตามวัดปริมาณน้ำฝนในรอบ1 วันที่พายุเข้ามาทำให้มรสุมแรงขึ้น และทำให้จังหวัดต่างๆมีปริมาณน้ำฝนตกทำกมากจนทำลายสถิตินับ10 จังหวัด เช่น ที่ขอนแก่น 221.9 มิลลิเมตร เมื่อวันที่ 28 เม.ย.51 จากสถิติเดิมที่เคยบันทึกเมือวันที่ 27 เม.ย. 47สูงสุด 129.1 มิลลิเมตร นอกจากนี้ยังมี อ.อุ้มผาง จ.ตาก น้ำฝนวันที่ 30 เม.ย. 51 135.1 มิลลิเมตร จากสถิติเดิม 58.7 16 เม.ย. 2530 รวมทั้งพื้นที่จ. ลำพูน บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครราชสีมา และพระนครศรีอยุธยา ด้วย ซึ่งถ้ามีฝนตกจากมรสุมมากๆก็จะเสียงต่อปีญหาน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มตามมาได้ง่าย
ด้าน ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิด เผยว่า พายุฤดูร้อนที่สร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ยังถือว่าอยู่ในช่วงปกติของหน้าร้อนเดือน เม.ย. และเดือนพ.ค. ของทุกปี เนื่องจากอากาศร้อนจัดในช่วงบ่าย ทำให้ภาคพื้นดินมีความร้อนสูง เมื่อมีลมพัดสอบ และเมฆก่อตัวในแนวตั้ง ทำให้เกิดการปะทะ เกิดลมกระโชกและฝนฟ้าคะนอง ซึ่งลักษณะนี้จะต่อเนื่องต่อไป และอิทธิพลจะเริ่มลดลงหลังวันพืชมงคลไปแล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับพื้นที่กทม.ซึ่งหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าพายุฤดูร้อนมีความแรงลมมาก จนสร้างความเสียต่อทรัพย์สินและชีวิตนั้น ส่วนหนึ่งมาจากความร้อนที่สะสมในเขตกทม. ซึ่งมีลักษณัเกาะความร้อนสูงอยู่แล้ว เมื่อมีพายุเข้ามา จึงทำให้เพิ่มความแรงมากขึ้น โดยจะสังเกตว่าช่วงหลังสงกรานต์ และสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมาซึ่งพระอาทิตย์ตั้งฉากกับศรีษะ และเป็นวันที่ร้อนสุดในรอบปี ก็มีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และมีความเสียหายจากระดับความแรง
ถ้าถามว่าภาวะโลกร้อนมีผลต่อระดับความแรง และทำให้เกิดความถี่ของพายุฤดูร้อนหรือไม่นั้น อมีความเป็นไปได้ เพราะถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น ก็ทำให้ภาคพื้นร้อนจัด ซึ่งจากการศึกษาเชิงสถิติโดยใช้ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยามาวิเคราะห์ย้อนหลังในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมาพบว่าวันที่ร้อนเกิน 35องศาเซลเซียสของกทม.นั้น เคยจำนวน 60 วัน และเพิ่มเป็น 120 วัน ดังนั้นถ้ามีวันร้อนมากขึ้น แนวโน้มวันที่จะมีโอกาสเจอพายุก็มีมากขึ้นตามมา โดยเฉพาะโดยเฉพาะกทม.จุดน่าเป็นห่วงคือเรื่องป้ายโฆษณา ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีโอกาสโค่นและหล่นมาทับคนได้ง่าย ดร.สธน กล่าว
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
