รมว.ทรัพยากรฯ และกรมทรัพยากรน้ำระบุระดมติดตั้งเครื่องเตือนภัย22ใน51จังหวัดเสี่ยงน้ำท่วมใหญ่ หรือ590หมู่บ้าน ปลุกอาสา8พันคนกระจายเฝ้าระวังจุดเสี่ยงดินถล่มนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน
นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)
กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นเรื่อง
"การประกาศเขตเสี่ยงภัยดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และการรพังทลายของหน้าดิน"
โดยระบุว่า ขณะนี้ ทส.เตรียมประกาศพื้นที่เสี่ยงภัยซึ่งต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยจัดทำแผนที่เสี่ยงภัย 22 จังหวัดจากใน 51 จังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่
แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย เพชรบูรณ์ สตูล จันทบุรี พังงา สุราษฎร์ธานี ชุมพร นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ประจวบคีรีขันธ์ ตรัง และสตูล
เป็นพื้นเสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก ละดินถล่ม
ทั้งนี้ จะเตรียมนำเสนออคณะรัฐมนตรีในวันที่ 20 พ.ค.อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ปริมาณน้ำฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องและมีการคาดการณ์จากกรมทรัพยากรธรณีว่าฝนจะตกต่อเนื่องทั้งปี โดยช่วงนี้ได้ให้จับตา
จ.ตาก และ แม่ฮองสอน
เป็นพิเศษ
ส่วนเดือน
มิ.ย.-ส.ค.ให้จับตา จ.ประจวบคีรีขันธ์
และใน
ช่วงเดือน ต.ค.ธ.ค.ให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษที่ จ.นครศรีธรรรมราช และ จ.พัทลุง
รัฐมนตรีว่าการทรัพยากรฯ
กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ได้จัดเจ้าหน้าที่ประมาณ 8,000 คนที่เป็นอาสาสมัครกระจายอยู่ใน 22 จังหวัดเสี่ยง เพื่อคอยวัดระดับน้ำฝน เฝ้าดูมาตรวัดน้ำ การเปลี่ยนสีของน้ำ พร้อมจัดเตรียมพิ้นที่ปลอดภัย เพื่ออพยพ คนหากเกิดกรณีน้ำป่าไหลหลาก เหมือนพื้นที่กะทูน จ.นครศรีธรรมราช และ อ.วังชิ้น จ.แพร่ ที่เกิดโศกนาฎกรรมเมื่อหลายปีก่อนด้วย
อีกทั้งยังเตรียมระบบแจ้งเตือนภัย โดยนำกระบอกวัดระดับน้ำฝนจำนวน 1,100 ชิ้นไปเพิ่มในจังหวัดเหล่านี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ประชาชนแตกตื่น แต่ขอให้เตรียมความพร้อมรับมือกับพายุและน้ำป่าที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงนี้
"ขณะนี้ในหลายพื้นที่ของเพชรบูรณ์ และสุโขทัย ค่อนข้างน่าเป็นห่วงเพราะมีการตัดไม้ทำลายป่าค่อนข้างมาก โดยเฉพาะ จ.เพชรบูรณ์ ที่อยู่ใกล้กับภาคกลาง หากเกิดน้ำป่าไหลหลากรุนแรง จะกระทบถึงจังหวัดใกล้เคียงค่อนข้างมาก เนื่องจากไม่มีรากต้นไม้ยึดหน้าดิน ซึ่งในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ เป็นวันวิสาขบูชา และเป็นวันต้นไม้แห่งชาติด้วย ทส.ได้เตรียมกล้าไม้จำนวน 7.6 หมื่นต้นเพื่อนำไปปลูกทั่วประเทศในพื้นที่ 2.7 ล้านไร่ และจะปลูกอย่างต่อเนื่องในวันสำคัญๆ ของประเทศต่อไปเพราะต้นไม้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำป่าไหลหลากได้"
นางอนงค์วรรณ
กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ทางทส.ได้ให้ความช่วยเหลือประเทศพม่า ที่ประสบภัยจากพายุไซโคลนนาร์กีส โดยจะได้จัดส่งน้ำดื่มสำหรับบริโภคจำนวน 100,000 ลิตร ไปช่วยประชาชนชาวพม่า ผ่านทางสภากาชาดไทย
กรมการน้ำ ชี้ 32 เมืองเสี่ยงน้ำท่วม
นายศิริพงศ์ หังสพฤกษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ
กล่าวว่า สำหรับการติดตั้งระบบเตือนภัยของกรมฯ ทรัพยากรน้ำ ใน เขตพื้นที่เสี่ยงภัยที่ลาดเชิงเขา ซึ่งมีหมู่บ้านเสี่ยงจำนวน 2,370 หมู่บ้าน โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือนั้น ขณะนี้มีการติดตั้งระบบเตือนภัยแล้วเสร็จ 590 หมู่บ้าน
โดยอุปกรณ์ดังกล่าวสามารถวัดปริมาณน้ำฝนและเตือนภัยได้ทุก 15 นาที หากพบมีน้ำฝนเกิน 100 มิลลิเมตรขึ้นไป โดยเครือข่ายจะแจ้งเตือนให้กับชาวบ้านทันที ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าชาวบ้านมีความเข้าใจได้ดี
สำหรับปี 51 กำลังติดตั้งเพิ่มเติมอีก 60 หมู่บ้าน นอกจากนี้ทางกรมฯยังเตรียมจะจัดหาเครื่องมือวัดความชื้นในดินติดตั้งในหมู่บ้านเหล่านี้ควบคู่กับระบบเตือนภัย เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการเตือนภัยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากถ้าพื้นดินมีการอิ่มตัวของน้ำแ ละมีฝนตกลงมาอีกจะเพิ่มความเสี่ยงต่อน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม ดังนั้นอุปกรณ์ที่ทันสมัยเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการรับมือ
อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ
กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการเตือนภัยที่ราบลุ่มริมน้ำที่เสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วม ซึ่งจากการโฟกัสพบว่ามีเมืองเศรษฐกิจถึง 32 เมืองที่เสี่ยงต่อปัญหาและจะมีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมสูงมากเกิดปัญหาน้ำท่วมเพียงเล็กน้อย เช่น
กทม. เชียงใหม่ สุโขทัย พิษณุโลก สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท อยุธยา สุพรรณบุรี
ซึ่งคิดพื้นที่ราว 27 ล้านไร่ เนื่องจากเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญ ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมติดตั้งระบบโทรมาตร เพื่อวัดระดับน้ำไหลในปี 2552 เพราะบางส่วนทางกรมชลประทาน ได้ทำการติดตั้งเอาไว้แล้ว
"ระบบเตือนภัยน้ำท่วมที่นำไปติดตั้งราคาประมาณชุดละ3แสนบาท ซึ่งจะทำหน้าที่ให้รู้ถึงระดับน้ำที่เอ่อล้นตลิ่งและวัดความแรงของน้ำ ทำให้สามารถเตือนพื้นที่ริมน้ำได้ล่วงหน้าถึง 7 วัน ที่ผ่านมากรมฯได้ติดตั้งระบบโทรมาตรเพื่อวัดระดับน้ำไหลนำร่องที่บางปะกงง ตลอดลำน้ำทั้งหมด 16 จุดครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 20,000 ตร.กม. และกำลังติดตั้งในลุ่มน้ำชี "
นายศิริพงศ์
กล่าว
นอกจากนี้ จะติดตั้งระบบบริเวณต้นน้ำทางฝั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ร่วมสมาชิกในกลุ่มลุ่มน้ำโขง ในการพยากรณ์ระดับน้ำตั้งแต่อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ลงมาในเขตอ.เชียงคาน จ.เลย และบางส่วนของหนองคาย นครพนม มุกดาหาร และอุบลราชธานีด้วย
"ในภาพรวมเชื่อว่าถึงแม้ปีนี้จะมีฝนตกหนักจากมรสุมและพายุ แต่สถานการณ์ไม่น่าจะรุนแรงเหมือนกับปี 49-50 เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ โดยเฉพพาะเขื่อนสิริกิตต์ และเขื่อนภูมิพลยังมีมี ระดับน้ำต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยประมาณ 7-10 % ของปริมาณน้ำในอ่าง เนื่องจากฝนทิ้งช่วง ประกอบกับมีการพร่องน้ำเพื่อเข้าสู่พื้นที่ทำนา ทำให้ฝนที่ตกหนักในช่วงนี้จะช่วยเติมน้ำในเขื่อนและช่วยบรรเทาอุทกภัยไม่ให้หนักได้"
นายศิริพงศ์
กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้า ทางกรมทรัพยากรน้ำ เตรียมนัดประชุมหน่วยงานด้านการจัดการน้ำ เพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมสำหรับปีนี้ และรับมือกับภัยแล้งควบคู่กันไป เนื่องจากเห็นว่าภัยแล้งและน้ำท่วม ต้องมองให้เป็นเรื่ององเดียวกัน เพราะถ้าวางแผนดีๆ เช่น การสร้างเก็บน้ำ หรือพื้นที่แก้มลิง จะช่วยแก้ปัญหาในหน้าแล้ง ได้ ขณะเดียวกันแต่ถ้ามีฝนหนักก็จะระบายน้ำท่วมได้ ดังนั้นเรื่องนี้จำเป็นต้องวางแผนควบคู่กันไป