วิจัยชี้ไทยทำซีแอลไม่กระทบส่งออก ยอดเพิ่มขึ้นแม้ถูกตัดจีเอสพี เหตุไทยเปลี่ยนประเทศคู่ค้าจากสหรัฐไปจีน-สิงคโปร์ ระบุ 10 ปี ไทยพึ่งพาสิทธิจีเอสพีลดลงกว่าครึ่งเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่โรงแรมปรินซ์ พาเลซ นายอดุลย์ โมฮารา นักวิจัยประจำโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข นำเสนอผลการศึกษาเรื่อง ผลกระทบของการประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (ซีแอล) ต่อการส่งออกสินค้าของประเทศไทยปี 2548-2550 ในงานประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข โดยกล่าวว่า จากการศึกษาแนวโน้มการส่งออกสินค้าในช่วงปี 2548-2550 จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการส่งออกพบว่า ภายหลังจากไทยทำซีแอลและสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิพิเศษทางการค้า (จีเอสพี)ย การส่งออกสินค้าโดยภาพรวมเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลง และการตัดสิทธิจีเอสพีเกิดขึ้นก่อนที่ไทยจะทำซีแอล
นายอดุลย์กล่าวต่อว่า ไทยเริ่มใช้ซีแอลเมื่อปลายปี 2549-2550 แต่ไทยถูกตัดสิทธิจีเอสพีปี 2549 ในสินค้า 3 รายการ ได้แก่ อัญมณีที่ทำจากทอง เม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีนเทเรฟทาเลต และโทรทัศน์สีจอแบน จากการวิจัยพบว่าไทยได้เปลี่ยนตลาดคู่ค้าจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เป็นจีนและสิงคโปร์มากขึ้น อีกทั้งสัดส่วนสินค้าที่ส่งออก โดยอาศัยจีเอสพีมีน้อย เมื่อเทียบกับสินค้าส่งออกทั้งหมด อาทิ เครื่องประดับอัญมณีทองคำ ส่งออกไปสหรัฐเพิ่มจากเดิม แม้จะถูกตัดจีเอสพี เนื่องจากเป็นสินค้าจุดเด่นของไทย ส่วนเม็ดพลาสติกส่งออกไปสหรัฐลดลงก่อนทำซีแอล
เมื่อย้อนดูการพึ่งพาสิทธิจีเอสพีในช่วง 10 ปี พบว่ามีแนวโน้มลดลงจาก 16% ในปี 2540 เหลือเพียง 8% ในปี 2550 ของสินค้าส่งออกทั้งหมด เนื่องจากไทยมีการส่งสินค้าออกเกินเกณฑ์ที่แต่ละประเทศตั้งไว้ว่าจะให้จีเอสพี จึงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องซีแอลแต่อย่างใด นายอดุลย์กล่าว
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
