ปวดเศียรเวียนหัวกันไม่ใช่น้อย สำหรับการหาวิธีแก้ปัญหาเรื่องการจัดระเบียบหอพัก จนสุดท้ายก็ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็ได้ปัดฝุ่นพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ.2507 โดยได้ออกประกาศกระทรวง เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2550 เรื่องการจัดระเบียบหอพัก ว่า สถานที่ใดดำเนินการให้ผู้มีอายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์ และอยู่ในระหว่างการศึกษาระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรี เช่าพักอาศัย ตั้งแต่ระดับ 5 คนขึ้นไป ถือเป็นหอพักตามกฎหมาย ต้องมีการจดทะเบียนเป็นหอพัก และต้องแยกเป็นหอพักชายและหอพักหญิง ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกสูงสุดถึง 6 เดือน และกระทรวงมีอำนาจส่งเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมกิจการแทนได้แต่กระนั้นในสภาพความเป็นจริง ก็ยังมีหอพักหลายแห่ง ที่ยังคง ลักไก่ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดให้บริการกับผู้เช่าที่เป็นนิสิตนักศึกษาทั้งหญิงและชาย ทั้งๆ ที่จดทะเบียนชัดเจนแล้วว่า เป็นหอพักชายหรือหญิง
เช่นเดียวกับหอพักนักศึกษาแห่งหนึ่งย่านรังสิต น้อย (นามสมมุติ) นักศึกษาผู้เช่าบอกว่า แม้ว่าหอพักแห่งนี้จะดำเนินการจดทะเบียนเป็นหอพักชาย แล้วแต่ความเป็นจริงยังคงให้บริการนักศึกษาหญิงอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งนักศึกษาหญิงที่เข้าพักจะต้องยื่นเอกสาร เช่น ต้องยื่นบัตรประชาชนที่เป็นของนักศึกษาชายในการทำสัญญาเช่า เพื่อเป็นการปิดบังข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ และหากเกิดกรณีเจ้าหน้าที่ดูเอกสารแล้วขึ้นไปตรวจหอพัก ผู้ดูแลหอจะโทร.ขึ้นไปบนห้องที่มีนักศึกษาหญิงพักอยู่ แล้วบอกว่าไม่ต้องเปิดประตูให้ทำเป็นว่าไม่มีใครอยู่ในห้อง
เมื่อสอบถามไปยังผู้ดูแลหอพัก ก็พบกับคำตอบที่แกตัวแบบกลายๆ ว่า มันจำเป็น
มันจำเป็นจริงๆ เพราะสัญญาเช่าที่ทำไว้กับนักศึกษายังไม่หมดอายุ หากให้เขาออก ทางหอพักต้องชดใช้ค่าสัญญาตรงนี้ซึ่งคิดรวมๆ แล้วก็เป็นหลักแสน ปัญหาตรงนี้รัฐจะช่วยรับผิดชอบหรือเปล่า เพราะตอนนี้ห้องว่างหลายห้องไม่มีคนมาเช่าก็แย่แล้ว
นอกจากวิธีการ ปลอมตัวผู้เช่า แล้ว จากการสอบถามนักศึกษาผู้เช่า ก็ได้แจกแจงวิธี ลักไก่ ในรูปแบบอื่นๆ อีก เช่น บางหอพักมีการติดป้ายประกาศชัดเจนว่า ไม่รับนักศึกษา แต่ในความเป็นจริง พบว่า ผู้เช่าส่วนใหญ่คือนักศึกษาทั้งชาย-หญิง พร้อมทั้ง เตี๊ยม คำตอบเสียด้วย หากเกิดกรณีฉุกเฉิน มีเจ้าหน้าที่รัฐมาตรวจสอบว่า ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย
รวมทั้งยังมีวิธีเสียค่า แป๊ะเจี๊ยะ ติดสินบนแก่เจ้าหน้าที่ท้องที่อีกต่างหาก
เฮ้อ..สารพัดวิธีที่จะหลบเลี่ยงกฎหมาย
ทว่า...หอพักบางแห่งก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งก่อนที่นักศึกษาจะทำสัญญาเช่านั้น ทางหอพักจะแจ้งให้ทราบทันทีว่าเป็นหอพักแยกชายหญิง นอกจากนี้ยังมีมาตรการให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินตรวจตราความเรียบร้อยในแต่ละชั้น นอกเหนือจากการดูผ่านกล้องวงจรปิดเพียงอย่างเดียว
แม้ว่าการออกกฎระเบียบมาควบคุมกันอยู่กัน ฉันสามี-ภรรยา ดูจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ก็คงไม่ปฏิเสธว่า เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ในสังคมก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องนี้ ที่สำคัญ คือการเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ จำเป็นต้องต่อเนื่อง ระยะยาว และต้องเข้มงวดกวดขันให้มากกว่าที่เป็นอยู่
หน้า 25
ข้อมูลจาก มติชน
