ปัญหาการคุ้มครองสิทธิบัตร กลายเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง หลังจากที่นางพวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา จะเดินทางไปเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) เกี่ยวกับสถานะทางการค้าของไทยที่สหรัฐจัดให้อยู่ในบัญชีจับตามองพิเศษ (พีดับเบิลยูแอล) ในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ พร้อมเสนอแผนปฏิบัติการ (แอ๊คชั่น แพลน) ด้านคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สหรัฐพิจารณาด้วยสิ่งที่หลายฝ่ายเป็นห่วงคือ การสอดไส้ เงื่อนไขข้อตกลงเกี่ยวกับ การคุ้มครองสิทธิบัตรยา ที่ก่อนหน้านี้สหรัฐพยามยามเจรจาให้ไทยยืดอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรยาจาก 20 ปี เป็น 25 ปี หรือ ยกเลิกการคัดค้านก่อนประกาศสิทธิบัตรยา ซึ่งแน่นอนว่า เป็นมาตรการ ผูกขาดการค้ายา ที่สหรัฐใช้กดดันไทยมาตลอด
ล่าสุด ในเวทีการสัมมนาพระราชบัญญัติสิทธิบัตร : ข้อเสนอเพื่อการคุ้มครองประชาชน เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการอำนวยการแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สิทธิบัตร (ฉบับที่ ...) พ.ศ.... (ฉบับประชาชน) ซึ่งมีความน่าสนใจอย่างมาก สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้สนับสนุนและให้สิทธิประเทศไทยสามารถประกาศบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรโดยรัฐ (ซีแอล) ได้อย่างราบรื่นขึ้น รวมถึงป้องกันการผูกขาดการค้ายาในประเทศไทย
โดย ภญ.อัจฉรา เอกแสงศรี ฝ่ายวิชาการ มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา หนึ่งในทีมร่างกฎหมาย กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.สิทธิบัตรฉบับประชาชนมีเนื้อหาปรับปรุงจากร่าง พ.ร.บ.สิทธิบัตร ฉบับของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มีการเสนอร่างกฎหมายด้วยเช่นกัน โดยจุดที่แตกต่างกันคือเรื่องการคุ้มครอง สิทธิบัตรเภสัชภัณฑ์ และการสนับสนุนการทำซีแอลของไทยเพิ่มมากขึ้น โดยมีการนิยามศัพท์ใหม่คือ เภสัชภัณฑ์ หรือชื่อเดิมคือ สิทธิบัตรยา นอกเหนือจากยาแล้วยังหมายรวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ และเครื่องมือวินิจฉัยโรค ซึ่งการร่างกฎหมายฉบับใหม่ได้ร่างขึ้นสอดคล้องกับ ความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (TRIPS) และปฏิญญาโดฮา
รายละเอียดของกฎหมายในหมวดหลักๆ ที่ได้แก้ไขคือ
1.การจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตร (การประกาศซีแอล) จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้การประกาศซีแอล จะต้องให้กระทรวง ทบวง กรม เป็นผู้ประกาศซีแอลได้เท่านั้น ในร่างกฎหมายฉบับใหม่ แก้ไขให้เพิ่ม และหน่วยงานอื่นๆ พ่วงท้ายไปด้วย เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นต้น
2.มาตรการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (ซีแอล) ร่างฉบับใหม่ ได้กำหนดสิทธิเพิ่มคือ ไทยสามารถส่งออกเภสัชภัณฑ์ตามสิทธิบัตรได้ เพื่อให้สอดคล้องกับมติที่ประชุมขององค์การอนามัยโลก (WTO) รอบโดฮา กล่าวง่ายๆ คือ ไทยสามารถประกาศซีแอลยาบางรายการ เพื่อสั่งซื้อสารตั้งต้นในการผลิตยาจากต่างประเทศ เพื่อนำมาผลิตเป็นยาสำเร็จรูปเอง ซึ่งอาจให้ อภ.เป็นผู้ผลิต ซึ่งจะได้ยาราคาถูก จากนั้นไทยจะเป็นผู้ส่งออกยาราคาถูกไปจำหน่ายให้กับประเทศคู่ค้าต่ออีกทอดหนึ่ง ซึ่งกฎหมายเดิมกำหนดให้ไทยทำได้เพียงประกาศซีแอลเพื่อสั่งซื้อยาราคาถูกเท่านั้น แต่ไม่สามารถผลิตยาเพื่อจำหน่ายต่อได้
3.ระบบตรวจสอบสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ต้องมีทั้งก่อนการรับจดทะเบียน (Pre-grant) และการเพิกถอนทะเบียนภายหลังการรับจดทะเบียนแล้ว (Post-grant) จากเดิมกฎหมายฉบับของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้กำหนดให้คัดค้านได้เฉพาะหลังได้รับทะเบียนสิทธิบัตรแล้วเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการผูกขาดมากเกินไปไม่เป็นธรรม และอาจส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาได้
ภญ.อัจฉรากล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้เคยเสนอเข้าที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว และได้มีมติเห็นด้วยในหลักการแล้ว แต่ยังค้างอยู่ในกระบวนการนำเรื่องบรรจุเป็นวาระการประชุม จนกระทั่ง สนช. ได้หมดวาระลง และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการพิจารณาเรื่องนี้ต่อ ซึ่งต้องผลักดันให้รัฐบาลพิจารณาแก้ไขต่อไป เพราะมิเช่นนั้น ไทยจะเสียเปรียบสหรัฐอเมริกาอย่างมาก
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ แอ๊คชั่น แพลน ที่คุณพวงรัตน์จะนำเสนอต่อยูเอสทีอาร์ จะมีการสอดไส้เรื่องการคุ้มครองสิทธิบัตรยา โดยเฉพาะประเด็นการยกเลิกการใช้สิทธิคัดค้านก่อนได้สิทธิบัตรยา ที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทยาที่จะจดทะเบียนยาตำรับใหม่ ทั้งๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงสูตรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถือว่าไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคอย่างมาก รวมถึงกรณีที่การประกาศซีแอลยาตัวใหม่กำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ต้องให้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นผู้ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิประกาศซีแอลก่อนจึงจะสามารถทำซีแอลได้ เป็นการถ่วงเวลาการทำซีแอลให้ช้าออกไปอีก เพราะขั้นตอนนี้ใช้เวลานาน 6 เดือน-1 ปี จึงจะแล้วเสร็จ จากเดิมที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกที่จะทำซีแอลต้องแจ้งให้องค์การการค้าโลก (WTO) ทราบเท่านั้น ภญ.อัจฉรากล่าว
การเจรจาแอคชั่น แพลน ของคุณพวงรัตน์ ในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ จะลงเอยอย่างไร
จะกลายเป็นอวสาน ซีแอล ของไทยหรือไม่ คงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
