เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2551ย ย ศ.ดร.อานนท์ บุณยรัตเวช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติหรือวช.ได้ให้การสนับสนุนรศ.ดร.ประสิทธิ์ ใจศิล รองคณบดี ฝ่ายวิจัย คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)และทีมวิจัยในการค้นหาวัตถุดิบชนิดอื่นมาผลิตเอทานอลได้เป็นผลสำเร็จ นั่นก็คือ ข้าวฟ่างหวาน ซึ่งคาดว่าจะ เป็นพืชหนึ่งซึ่งสามารถนำมาผลิตเป็นเอทานอลได้ เช่นเดียวกับอ้อยและมันสำปะหลังทั้งนี้ จากการวิจัยของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า ได้มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างหวาน ซึ่งในปัจจุบันได้แนะนำพันธุ์ใหม่นี้ในชื่อ มข.40ย จากสายพันธุ์เคลเลอร์ (Keller) ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และได้ทำการคัดเลือกพันธุ์บริสุทธ์ (pure line selection) จนกระทั่งได้สายพันธุ์ที่มีลำต้นสูงใหญ่อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 100 วัน มีเมล็ดน้อย ช่อดอกหลวม ความหวาน 18 - 22 บริกซ์ เยื่อใย 10.5 - 13.5% และค่าความบริสุทธ์ของน้ำตาลประมาณ 9 - 10 ซีซีเอส. นอกจากนี้ก็มีพันธุ์ริโอ ( Rio ) เรย์ (Wray) และพันธุ์สุพรรณบุรี 1 ที่อาจใช้ปลูกเป็นข้าวฟ่างหวานเพื่อผลิตเอทานอลได้
รศ.ดร.ประสิทธิ์ย กล่าวว่า ข้าวฟ่างหวานเป็นพืชที่เหมาะจะผลิตเอทานอล เพราะน้ำคั้นของลำต้นมีความหวานใกล้เคียงกับอ้อย สามารถนำไปหีบเพื่อเอาน้ำคั้นมาหมักเป็นเอทานอลได้ไม่ต่างจากอ้อย โดยให้ผลผลิตเอทานอล 70 ลิตร/ข้าวฟ่างหวาน 1 ตัน น้ำเชื่อมเข้มข้นจากต้นข้าวฟ่างหวาน 1 ตัน ที่ค่าความหวาน 75-80 บริก สามารถแปรรูปเป็นเอทานอลได้ปริมาณถึง 380 ลิตร ส่วนกากน้ำตาล 1 ตัน ที่ค่าความหวานเท่ากัน แปรรูปเป็นเอทานอลได้ 250 ลิตร
รศ.ดร.ประสิทธิ์ย ย กล่าวต่อว่า จุดเด่นข้าวฟ่างหวาน คือ ให้ผลผลิตได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ปลูกเพียง 100-120 วันเท่านั้น จึงสามารถปลูกและเก็บเกี่ยวได้ 3 ครั้ง/ปี หรืออาจปลูกเสริมในช่วงที่อ้อยและมันสำปะหลัง และเป็นพืชที่ต้องการน้ำและปุ๋ยน้อยกว่าอ้อยประมาณ 60%ทำให้ปัจจุบันการวิจัยพืชพลังงาน เป็นที่สนใจของผู้ประกอบการโรงงานเอทานอลเป็นจำนวนมาก
เชื่อว่า ข้าวฟ่างหวาน กำลังจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่สำคัญของประเทศไทย ในการนำมาผลิตเอทานอล เพื่อผสมในน้ำมันเบนซินหรือดีเซลในปริมาณ 10%ย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ แก๊สโซฮอล์ หรือดีโซฮอล์ โดยข้อดีที่น่าสนใจของน้ำมันผสมนี้ สามารถนำมาใช้ได้โดยตรง ไม่ต้องปรับแต่งเครื่องยนต์ จึงช่วยในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงาน สามารถใช้น้ำมันราคาถูกลง เป็นพลังงานสะอาด ช่วยลดมลพิษในสิ่งแวดล้อม และนอกไปจากนี้ยังช่วยเกษตรกรให้มีรายได้ อีกทั้งยังแก้ไขปัญหาราคาพืชผลตกต่ำลงได้ รศ.ดร.ประสิทธิ์ กล่าว
รศ.ดร.ประสิทธิ์ย ย กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้การวิจัยยังพบว่า แนวโน้มในอนาคตของประเทศไทย หากมีการผลิตเอทานอลเพิ่มสูงขึ้นได้ จะสามารถนำไปผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงได้สูงถึง 20% โดยไม่ต้องปรับแต่งเครื่องยนต์แต่อย่างใด และถ้าคนไทยเราร่วมใจกันใช้แก๊สโซฮอล์ และดีโซฮอล์ในอัตราส่วนผสม 10% จะช่วยให้ประเทศลดการสูญเสียเงินตราไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อปี และถ้าผสมในอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้นก็จะช่วยลดการสูญเสียเงินตราได้มากขึ้นและสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนพลังงานได้ในอนาคต
ม็อบสิบล้อไม่ใช่แค่น้ำมันแพง ส่วย-ทุนข้ามชาติ เมฆดำที่คืบคลานเข้ามา
คาราวานรถบรรทุกจอดเรียงรายตามไหล่ถนน ทั้งที่ริมถนนสายเอเชีย ถนนสุขุมวิท หน้านิคมอุตสาหกรรม และที่ถนนสายนครราชสีมา-จักราช ในช่วงเช้าวันที่ 11 มิถุนายน
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
