คอลัมน์ ฎีกาชีวิตโดย รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช
มีบางเรื่องเกิดขึ้นให้สามีกู้เงินซื้อที่ดินและบ้าน สามีตายลูกของสามีเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่ ผลจะลงเอยกันอย่างไร
หญิงหนึ่งถ้าเลือกได้ย่อมต้องการมีสามีคนเดียว และมีใบทะเบียนสมรสเป็นหลักประกัน เมื่อเลือกแล้วก็ต้องสู้ความจริง แม้ว่านางธนัชชาจะอาภัพมีสามีที่มีทะเบียนสมรสกับหญิงอื่น ถูกนายเดโชลูกชายของสามีฟ้องขับไล่ออกจากบ้านหลังนั้น ที่เธอและเขาต่างร่วมกันสร้าง และที่สำคัญเธอให้สามีกู้เงินมาร่วมกันสร้างบ้านหลังนี้ด้วย
เธอแสดงหลักฐานสัญญาเงินกู้ที่สามีในฐานะผู้กู้ทำไว้กับเธอในฐานะภริยาผู้ให้กู้เป็นเงิน 1.4 ล้านบาท อนุญาตให้เธออยู่อาศัยในบ้านหลังพิพาทที่เธอถูกโจทก์ฟ้องขับไล่ สัญญามอบโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้เธอยึดไว้เป็นประกันเงินกู้ หากสามีผิดนัดเมื่อใดยอมให้เธอมีสิทธิไปจดทะเบียนโอนเป็นกรรมสิทธิได้ตามใบมอบอำนาจที่ให้ไว้ล่วงหน้าแล้ว
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เธอออกจากบ้านห้ามเกี่ยวข้องและให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากบ้านพิพาท จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นปัญหาจำเลยมีสิทธิครอบครองบ้านพิพาทโดยมีสิทธิยึดหน่วงหรือไม่ จำเลยได้ขอแก้ไขเพิ่มข้อต่อสู้และศาลขั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตว่า จำเลยได้ออกเงินร่วมกับนายเดชชัยผู้เป็นสามีบิดาโจทก์ จึงย่อมมีกรรมสิทธิร่วมกันในทรัพย์ที่พิพาท โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นตั้นไว้ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์
ปัญหาข้อต่อไปมีว่า เดชชัยสามีได้ทำสัญญากู้เงินจำเลยไว้จริงหรือไม่ มีข้อเท็จจริงตามที่จำเลยนำสืบ ระหว่างเธออยู่กินฉันสามีภริยากับผู้กู้ ได้ให้สามีกู้เงินรวมสี่ครั้ง เป็นเงิน 1.4 ล้านบาท มีหลักฐานลงชื่อให้จำเลยไว้ทุกครั้งมีพยานในสัญญามาเบิกความตรงกับข้ออ้างของจำเลย กับโจทก์นั้นเบิกความยอมรับลายเซ็นของผู้กู้คล้ายกับลายเซ็นของเดชชัยบิดาโจทก์
ที่สำคัญคือ โจทก์ไม่อาจนำพยานมาสืบหักล้างว่าบิดาไม่ได้กู้ยืมเงินจำเลย เพียงแต่สันนิษฐานว่าบิดาเขามีฐานะดีจะต้องกู้เงินจำเลยทำไมกัน จึงไม่อาจหักล้างข้อนำสืบของจำเลยได้ ส่วนจำเลยอ้างว่าต้องทำสัญญาเงินกู้ เพราะผู้กู้มีภริยาอยู่แล้วและมีบุตรหลายคน ส่วนเธอไม่มีบุตรกับผู้ตายสามีหรือผู้กู้ ข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบรับฟังได้
ประเด็นสำคัญแห่งคดี จำเลยครอบครองบ้านพิพาทมีสิทธิยึดหน่วงหรือไม่ โจทก์นำสืบว่าจำเลยไม่ได้เป็นภริยาของบิดาเป็นเพียงคนใช้ จำเลยเบิกความว่าได้เสียเป็นภริยาบิดาโจทก์มา 10 ปีแล้ว ก่อนมาอยู่บ้านหลังใหม่ สามีไปอยู่ที่บ้านของเธอย่านลาดพร้าว นำพยานมาสืบว่าสามีไปนอนค้างที่บ้านจำเลยเป็นประจำ ต่อมาจึงย้ายเข้ามาอยู่บ้านพิพาทมีฐานะเป็นหัวหน้าครอบครัว บุตรโจทก์บางคนบอกว่าพบเห็นบิดากับจำเลยอาศัยอยู่ด้วยกัน นอกนั้นไม่มีผู้ใดอยู่อีก
แสดงว่าจำเลยไม่ได้เป็นคนใช้แต่เป็นภริยาของเดชชัย และเขาได้มอบหลักฐานไว้เป็นประกันเงินกู้
ปัญหาต่อไปศาลวินิจฉัยว่า แม้ว่าจำเลยจะไม่มีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์พิพาทตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 241 เพราะหนี้เงินกู้ดังกล่าวไม่เกี่ยวกับตัวทรัพย์ แต่เมื่อสัญญาระบุไว้เช่นที่กล่าวแล้วย่อมถือว่าคู่สัญญาต่างสมัครใจที่ทำสัญญากันไว้เอง ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมมีผลบังคับ เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นตามสัญญา หาใช่สิทธิที่เกิดจากผลแห่งกฎหมายที่อ้างถึง
โจทก์เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกย่อมต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของเจ้ามรดกจำเลยมีความชอบธรรมที่อยู่ในบ้านพิพาท จนกว่าโจทก์จะชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 1716/2528
หน้า 25
ข้อมูลจาก มติชน
