3 องค์กรของโลก ยกย่องไทยจัดยาต้านเอดส์ให้หญิงตั้งครรภ์ครอบคลุมกว่าร้อยละ 85พญ.ศิริพร กัญชนะ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังร่วมประชุมผู้นำประเทศเรื่องการควบคุมป้องกันโรคเอดส์ระดับโลก ซึ่งโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอดส์ (UNAIDS) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 - 11 มิถุนายน 2551 ที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา ว่า ในการประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยได้รับการคัดเลือกจากยูเอ็นเอดส์ ให้นำเสนอผลงานควบคุมป้องกันการแพร่เชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก ร่วมกับประเทศแซมเบีย และยูเครน โดยขณะนี้แนวโน้มปัญหาเอดส์ทั่วโลกจะพบในกลุ่มผู้หญิงและวัยรุ่นมากขึ้น โดยในปี 2550 หญิงตั้งครรภ์ทั่วโลกได้รับการเจาะเลือดตรวจหาเอชไอวีเพียงร้อยละ 18 และในกลุ่มที่ติดเชื้อเอชไอวีเพียงร้อยละ 33 หรือ 1 ใน 3 เท่านั้นที่ได้รับยาต้านไวรัสป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ลูก ดังนั้นในเวทีประชุมครั้งนี้ ได้เร่งรัดให้ทุกประเทศทั่วโลกจัดบริการให้หญิงตั้งครรภ์เข้าถึงบริการนี้ให้ครอบคลุมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ภายในปี 2553
ประเทศไทยได้รับความชื่นชมจากยูเอ็นเอดส์ ยูนิเซฟ และองค์การอนามัยโลก ที่รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญและมีการศึกษาวิจัยดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ.2540 ซึ่งขณะนั้นมีหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวีโดยเฉลี่ยร้อยละ 2.29 และมีเด็กแรกเกิดที่ติดเชื้อเอชไอวีจากแม่ปีละกว่า 1,200 ราย หรือร้อยละ 30 ของเด็กที่คลอดทั้งหมด จากการดำเนินโครงการและประกาศเป็นนโยบายระดับชาติเมื่อปี 2545 ล่าสุดในปี 2550 ไทยมีอัตราการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ มีไม่ถึงร้อยละ 1 อัตราการติดเชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูกลดลงเหลือเพียงร้อยละ 5.6 พญ.ศิริพรกล่าว
นอกจากนี้ ในปี 2550 มีหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อได้รับยาต้านไวรัสเอดส์ 9,400 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2548 ถึงร้อยละ 85 มีเด็กได้รับยาต้านไวรัสเพิ่มจาก 3,900 ราย ในปี 2548 เป็น 6,700 ราย ในปี 2550 หรือเพิ่มกว่าร้อยละ 70 ส่วนเด็กแรกเกิดที่ติดเชื้อเอชไอวีจากแม่เหลือปีละไม่ถึง 200 ราย ซึ่งประเทศไทยได้ให้การดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั้งครอบครัว เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป และขณะนี้ สธ.ได้ขอให้คลินิกฝากครรภ์ทุกแห่งทั้งภาครัฐและเอกชน ให้ความรู้แก่หญิงตั้งครรภ์ซึ่งมีประมาณปีละ 800,000 คน เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีอย่างต่อเนื่อง และขยายการให้ความรู้ ในการดูแลสุขภาพทางเพศของกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น