เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน นายชาร์ลส์ บี. แรนเกิล นายแซนเดอร์ เอ็ม. เลวิน นายราฮ์ม เอ็มมานูเอล นายคริส แวน โฮลเลน ส.ส.เดโมแครต คณะกรรมาธิการ เวย์ส แอนด์ มีนส์ ในรัฐสภาสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำหนดนโยบายทางการค้าของสหรัฐอเมริกา (ยูเอสทีอาร์) ยื่นหนังสือถึง น.ส.ซูซาน ซี. ชวาบ ผู้แทนการค้าสหรัฐ เรียกร้องให้เปลี่ยนท่าที โดยส่งเสริมการวิจัยค้นคว้านวัตกรรมด้านเภสัชกรรมและสุขภาพของผู้ป่วยในประเทศกำลังพัฒนาในการเจรจาและการหารือใดๆ กับหุ้นส่วนการค้าของสหรัฐ ที่จะเกิดขึ้น และให้คณะผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขมีโอกาสให้คำปรึกษาในเรื่องการพัฒนานโยบายด้านการค้าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขอย่างเป็นทางการ ตามที่สหประชาชาติได้มีรายงานออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ ประชากรโลกร้อยละ 15 ในปัจจุบันเป็นกลุ่มที่บริโภคยาร้อยละ 90 ของจำนวนยาทั้งหมดในโลก การพัฒนาการเข้าถึงยาในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้ตอบสนองวัตถุประสงค์ด้านมนุษยธรรมที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางที่บริษัทวิจัยและค้นคว้านวัตกรรมด้านเภสัชกรรมของสหรัฐจะสามารถขยายโอกาสได้ด้วยหนังสือดังกล่าวระบุว่า บริษัทยาจะไม่ได้รับอะไรเลยหากผู้ป่วยในประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถเข้าถึงเภสัชภัณฑ์ของบริษัทเหล่านี้ เพื่อสร้างหลักประกันว่าหุ้นส่วนการค้าจะไม่เลือกปฏิบัติกับบริษัทวิจัยและคิดค้นนวัตกรรมทางเภสัชกรรมของสหรัฐ คณะกรรมาธิการได้สนับสนุนให้มีแนวทางการทำงานเชิงรุกเพื่อแก้ไขมาตรการที่เลือกปฏิบัติ และไม่สามารถสนับสนุนเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในรายงานมาตราการ 301 พิเศษประจำปี 2551 (The 2008 Speical 301 Report) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยที่ระบุว่ามาตรการบังคับใช้สิทธิ (ซีแอล) ซึ่งเป็นสิทธิภายใต้ข้อตกลงทริปส์ ขัดกับการคุ้มครองสิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งควรมีในระดับที่ เพียงพอและมีประสิทธิภาพ สมาชิกทุกประเทศมีสิทธิในการนำมาตรการบังคับใช้สิทธิมาใช้ และมีเสรีภาพที่จะยกเหตุผลมากล่าวอ้างเพื่อที่จะนำมาตรการดังกล่าวมาใช้ การนำมาตรการบังคับใช้สิทธิมาใช้อาจทำให้เกิดข้อวิตกกังวลในทางกฎหมายในบางกรณี ตัวอย่างเช่น มาตรการบังคับใช้สิทธิควรจะนำมาใช้เป็นรายกรณีไป แทนที่จะนำมาใช้เป็นนโยบายแบบเหมารวม นอกจากนี้ เมื่อรัฐบาลนำมาตรการบังคับใช้สิทธิมาใช้ รัฐบาลนั้นจำเป็นต้องจ่าย ค่าตอบแทนที่เพียงพอเป็นรายกรณีไป แก่ผู้ทรงสิทธิ
หนังสือระบุด้วยว่า จะสรุปแบบง่ายๆ และหยาบๆ ไม่ได้ว่า มาตรการบังคับใช้สิทธิขัดกับสิทธิการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ในรายงานประจำปี 2545 เรื่องระบบการให้คำปรึกษาด้านการค้าสำนักงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐ (U.S. Government Accountability Office) หรือ (GAO) พบว่า ผู้มีส่วนได้เสียใหม่ในกระบวนการทางการค้า เช่น การสาธารณสุข ได้ถูกจำกัดหรือไม่ได้มีส่วนร่วมในระบบคณะกรรมการที่เป็นทางการ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในอีกห้าปีต่อมา GAO กล่าวว่า นับตั้งแต่รัฐสภาสหรัฐได้มอบอำนาจในการส่งเสริมการค้าในปี 2545 ข้อมูลสาธารณสุขไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาประกอบในการเจรจาการค้าของสหรัฐเท่าที่ควร ขอให้ยูเอสทีอาร์ดำเนินการเพื่อสร้างหลักประกันว่า คณะผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจะเข้าไปเป็นตัวแทนอยู่ในระบบคณะกรรมการที่ปรึกษาการค้าที่เป็นทางการชุดใหม่เพื่อสร้างสมดุลที่ดีขึ้นระหว่างการสนับสนุนเรื่องการค้นคว้าวิจัยเพื่อนวัตกรรมด้านเภสัชกรรมและการเข้าถึงยาในประเทศกำลังพัฒนาให้เกิดขึ้นได้
หน้า 5
ข้อมูลจาก มติชน
