โดย อาทิตย์ ลมูลปลั่ง artit_18@hotmail.com28 สิงหาคมนี้ ครบวาระที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บริหารงาน กทม. ขณะที่ศึกชิงเก้าผู้ว่าฯกทม.สมัยถัดไป คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำ กทม. (กกต.กทม.) คาดการณ์ว่าอาจจะเป็นช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้
มติชน มีโอกาสได้จับเข่าคุยกับ อภิรักษ์ ถึงการทำงานในช่วง 4 ปี ซึ่งเขายอมรับว่า ไม่ง่าย อย่างที่คิด แต่จากการติดตามความพึงพอใจของคนกรุงเทพฯ พบว่า นโยบายที่คนกรุงเทพฯพอใจค่อนข้างสูง คือ ด้านสิ่งแวดล้อม
ปีแรก (2548) ทำโครงการ 10 สวนสวย 10 คลองใส 10 ถนนสะอาด นำร่องและขยายผลทั่ว กทม. ส่วนการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ปี 2547 กทม.มีพื้นที่สีเขียวประมาณ 8,000 ไร่ เฉลี่ย 2.6 ตารางเมตร (ตร.ม.)/คน ยังต่ำกว่ามาตรฐานสากล 4 ตร.ม./คน) ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 3.3 ตรม./คน มีทั้งสวนขนาดเล็ก กลาง และสวนแนวตั้งที่เห็นบริเวณป้ายรถเมล์ ตอม่อสะพาน ตอม่อรถไฟฟ้า สำหรับการฟื้นฟูสภาพแม่น้ำลำคลอง ได้ดำเนินโครงการเรารักษ์เจ้าพระยา โครงการพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ การฟื้นฟูสภาพน้ำ การตรวจวัดค่าออกซิเจนในน้ำ ฟื้นฟูสภาพภูมิทัศน์ และการออกข้อกฎหมายควบคุมการก่อสร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะที่โครงการ 80 คลองใส ในพื้นที่ชั้นในของ กทม.ทำให้น้ำในคลองผดุงกรุงเกษม คลองหลอด คลองวัดเทพธิดาราม ฯลฯ ใสสะอาด นอกจากนี้ ได้รณรงค์ลดภาวะโลกร้อน ทุกวันที่ 9 ของเดือน อาทิ ปลูกต้นไม้ ใช้หลอดประหยัด ใช้ถุงผ้า ดับเครื่องยนต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติ ผลิตไบโอดีเซล ฯลฯ เป้าหมายภาย 5 ปี (2550-2555) จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างน้อย 15%
ที่ค่อนข้างพอใจลำดับต่อมา คือ ด้านการศึกษา
กทม.มีโครงการสำรวจการยกระดับคุณภาพมาตรฐานของโรงเรียน 435 แห่ง และคุณภาพการเรียนการสอน โดยเน้นการเรียนรู้คู่คุณธรรม และมีการโครงการเรียนดี เรียนฟรีอย่างมีคุณภาพมาตรฐาน มาเป็นปีที่ 2 ทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. สามารถลดค่าใช้จ่ายประมาณ 8,000 บาท/คน/เทอม และได้รับการประเมินจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ให้โรงเรียนสังกัด กทม.ผ่านเกณฑ์กว่าร้อยละ 94 นอกจากนี้ยังเพิ่มเครือข่ายห้องสมุดการเรียนรู้ 10 แห่ง ปรับปรุงเครือข่ายบ้านหนังสือทั้ง 90 แห่งในชุมชน ปรับปรุงศูนย์เยาวชน ศูนย์กีฬา มีเป้าหมายให้ กทม.เป็นมหานครแห่งการเรียนรู้ นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยส่งเสริมให้คนกรุงเทพฯเปิดบัญชีออมทรัพย์ ตั้งเป้า 8 แสนบัญชี แต่ล่าสุดได้มากถึง 2.3 ล้านบัญชี และล่าสุดได้จัดทำเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อใช้สอนในโรงเรียน กทม.
นอกจากนี้ การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม
มีโครงการเสน่ห์กรุงเทพฯ ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์รอบเกาะรัตนโกสินทร์ โดยใช้รถรางสายสีเหลืองและสายสีแดง และมีรถจักรยานชมกรุงฯให้นักท่องเที่ยวยืมฟรี มีจุดจอด 8 จุด ทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ของเอเชียติดต่อกันหลายปี ขณะนี้เรามีหอศิลป์กรุงเทพฯ เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จฯไปทรงเป็นประธาน และพระราชทานภาพถ่ายส่วนพระองค์กว่า 200 ภาพ จัดแสดงนิทรรศการด้วย
ขณะที่ด้านการจราจรยังถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังต้องปรับปรุง
4 ปี มีการแก้ไขปัญหาจราจรอย่างเป็นระบบ โดยทำงานร่วมกับตำรวจจราจร เช่น มีการนำข้อมูลจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั่วกรุงเทพฯ มาบริหารจัดการ สร้างสะพานลอยข้าม 5 แยกลาดพร้าว ส่งเสริมเส้นทางจักรยาน จุดจอดจักรยานทุกสถานีรถไฟฟ้า ส่งเสริมการใช้รถโรงเรียน สำหรับโครงการใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าบีทีเอส กทม.ได้มีการสำรวจเส้นทาง สำรวจความคิดเห็น ศึกษาเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น สายสีลม ส่วนต่อขยาย 2.2 กิโลเมตร จะทดสอบระบบในเดือนสิงหาคมนี้ และคาดว่าจะเดินรถได้ประมาณไตรมาสที่ 2 ของปี 2552 และจะขยายไปอีก 5.5 กิโลเมตร ให้ถึงเพชรเกษม-บางหว้า ส่วนสายสุขุมวิท ส่วนต่อขยายอ่อนนุช-แบริ่ง ขณะนี้มีความคืบหน้าก่อสร้างไปมาก ส่วนสายเหนือ ขยายจากหมอชิต-แยกเกษตรฯ เป็นสายที่ กทม.ได้ของบประมาณจากสภา กทม.ไว้ แต่เมื่อมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ลงทุนร่วมกับเอกชนขยายไปถึงสะพานใหม่ จึงต้องทำร่วมกับรัฐบาล ซึ่งโดยข้อเท็จจริงยังไม่ได้ข้อยุติว่าหน่วยงานใดจะรับผิดชอบ
เมื่อถามถึงโครงการรถเมล์ด่วนพิเศษชิดเกาะกลางถนน (บีอาร์ที) อภิรักษ์บอกว่า
เป็นโครงการที่ออกแบบว่าจะเป็นระบบขนส่งมวลชนที่เชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้า ซึ่งตอนเริ่มโครงการทำไว้กว่า 10 สาย แต่นำร่อง 2 สายแรก คือ สายนราธิวาส-พระราม 3 และสายช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ ขณะนี้กำลังก่อสร้างสถานี แต่ต้องเจอปัญหาร้องเรียนการจัดซื้อรถบีอาร์ทีที่มีราคาสูง และขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และให้อัยการสูงสุด (อสส.) วินิจฉัยต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย
อภิรักษ์เปรยว่า หากมีโอกาสได้เข้าไปบริหารงาน กทม.อีกครั้ง เขามีแผนที่จะสานต่องานที่เชื่อว่าจะทำให้การบริหารงาน กทม.สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างไม่สะดุด และสามารถทำให้คนกรุงเทพฯรับรู้ได้ว่าในอนาคตเมืองแห่งนี้จะมีทิศทางการพัฒนาอย่างไร คือ ยุทธศาสตร์กรุงเทพมหานคร ระยะที่ 2 (2552-2555) และแผนระยะยาว 12 ปี (2563) โดยตั้งเป้าว่าจะทำให้ กทม.เป็นจุดศูนย์กลางในภูมิภาค หรือที่เรียกว่า Bangkok 2020 โดยแผนนี้จะไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา กทม.อย่างเดียว แต่จะมีการเชื่อมโยงไปยังอีก 5 จังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ และนครปฐม ทั้งในเรื่องการวางระบบแก้ไขปัญหาจราจร การแก้ไขน้ำท่วม การวางระบบผังเมือง ฯลฯ เหล่านี้ต้องทำร่วมกันเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน ซึ่งถือเป็นทิศทางในการทำงานในรูปแบบใหม่
กทม.ได้จัดตั้งสถาบันพัฒนาเมือง ซึ่งเป็นสถาบันที่ดูแลในเรื่องการศึกษา วิจัย ค้นคว้า และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเมืองใหญ่ทั่วโลก เพื่อรองรับการพัฒนากรุงเทพฯอย่างมีหลักการในอนาคต มีสถาบัน MIT มหาวิทยาลัยชั้นนำของต่างประเทศเข้ามาช่วยบริหารจัดการเชื่อมโยงความร่วมมือระดับเมือง ระดับมหานคร โดยแลกเปลี่ยนความรู้ในปัญหาเรื่องการบริหารจัดการเมืองที่คล้ายคลึงกับเทศบาลนคร 23 แห่งทั่วประเทศ ฉะนั้น การวางแผนจะเป็นระยะยาว ระยะสั้น และ 4 ปีข้างหน้า ซึ่งเชื่อว่าประชาชนจะเห็นทิศทางการพัฒนากรุงเทพฯ
เมื่อถามย้ำว่าอยากกลับมาสานต่อเป็นสมัยที่ 2 หรือไม่ อภิรักษ์บอกอย่างตรงไปตรงมาว่า ในทางการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ก็อยากเห็นความต่อเนื่องที่ผู้แทนของพรรคได้ทำงานต่อ แต่ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการสรรหาของพรรค ซึ่งนับจากนี้ไปคนกรุงเทพฯต้องมาลุ้นกันต่อไป จะมีชื่อของ อภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็น 1 ในผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.สมัยหน้า และยังสามารถครองใจคนกรุงเทพฯอยู่ได้อีกสมัยหรือไม่
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
