คอลัมน์ โครงร่างตำนานคนโดย การ์ตอง
ต้องยอมรับว่าความเป็นไปทางการเมืองขณะนี้ล่อแหลมอย่างยิ่งที่จะนำไปสู่การเสียเลือดเสียเนื้อ
ก่อนหน้านั้นไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ ตุลามหาวิปโยค หรือ พฤษภาทมิฬ ประชาชนเสียเลือดเสียเนื้อสังเวยการพัฒนาประชาธิปไตยมาแล้ว
แต่ครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งนั้น
ทั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 และพฤษภาคม 35 เป็นเรื่องของประชาชนกลุ่มหนึ่งไม่พอใจอำนาจรัฐ ลุกขึ้นประท้วง และรัฐบาลในขณะนั้นลงมือปราบปรามประชาชน เป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับประชาชน
เมื่อเกิดการปะทะกันถึงที่สุดเหตุการณ์ก็จบลงมาเริ่มต้นกันใหม่ ผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่มีมากนัก
แต่ครั้งนี้ เรื่องราวลึกซึ้งเกินกว่าจะเป็นแค่ความคัดแย้งระหว่างประชาชนกลุ่มหนึ่งกับรัฐบาล ครั้งนี้เป็นความแตกแยกของคนในชาติที่รอวันถึงจุดปะทะ
ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม แต่ความจริงก็คือสองขั้วทางการเมืองในขณะนี้
ขั้วหนึ่งเป็นกลุ่มม็อบพันธมิตร ภายใต้การนำของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ขยายความยิ่งใหญ่ทั้งเชิงปริมาณโดยการสร้างเครือข่ายได้แล้วทั่วประเทศ และเชิงคุณภาพที่มีการสร้างระบบการจัดการเพื่อก่อปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ และยิ่งนานวันยิ่งทรงพลานุภาพอันยิ่งใหญ่
อีกขั้วหนึ่งเป็นเครือข่ายผู้ปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นเครือข่ายที่เกิดขึ้นมาก่อน ยังคงมีศักดานุภาพอยู่ไม่น้อย สำหรับพรรคพลังประชาชน และรัฐบาลนั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเครือข่ายนี้เท่านั้น
การคลี่คลายของความแตกแยกครั้งนี้ จึงไม่เหมือนกับที่ผ่านมาที่แค่กดดันให้รัฐบาลใช้อำนาจเข้าปราบปรามแล้วชัยชนะจะกลับมาเป็นของฝ่ายประชาชน
แต่ครั้งนี้เมื่อรัฐบาลเป็นเพียงส่วนหนึ่งเสี้ยวเดียวของฝ่ายปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ และได้รับบทเรียนจากประวัติศาสตร์ว่าการใช้กำลังปราบปรามจะนำสู่ความพ่ายแพ้จึงถูกวางตัวไม่ใช่คู่กรณีโดยตรงของม็อบพันธมิตร ใช้ความอดทนอดกลั้นเป็นเครื่องมือรักษาสถานะ ส่วนการปะทะนั้นปล่อยให้ส่วนอื่นของเครือข่ายดำเนินการไป
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงนำมาซึ่งความแตกแยกที่ยืดเยื้อ การปะทะกับม็อบพันธมิตรปล่อยให้เป็นเรื่องของกลุ่มประชาชนที่มีการจัดตั้งในพื้นที่ต่างๆ
ดังนั้น การใช้ความรุนแรงจะไม่เป็นเรื่องของการปราบปรามเพื่อให้รู้ผลแพ้ชนะในคราวเดียวแล้วจบกันไป แต่จะเป็นการใช้กำลังแบบยืดเยื้อ กระจายไปตามสถานที่ต่างๆ อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วในหลายจังหวัดของภาคเหนือและอีสาน
ความแตกแยกที่ควรจะจบสิ้นโดยเร็ว จะกลายเป็นเรื่องคงอยู่ยาวนานสร้างความเสียหายให้ประเทศไม่รู้จบ
ทางออกควรจะเป็นอย่างไร
หนทางที่ดีที่สุดคือ ควรจะมีการเมืองฝ่ายที่เป็นกลางออกมาช่วยในการคลี่คลาย ยืนอยู่ในหลักการที่ควรจะเป็นของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ผู้ที่จะทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุดคือ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุด
และเมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือผู้นำพรรคในขณะนี้ ภาระในการถอดชนวนความขัดแย้ง แตกแยกของคนในชาติจึงควรเป็นของนายอภิสิทธิ์
นั่นหมายถึง นายอภิสิทธิ์ต้องมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่พอที่จะสมานรอยร้าวของคนสองกลุ่มนี้ได้ ด้วยการยืนอยู่ในหลักการที่ควรจะเป็น
การปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นสถาบันทางการเมืองมายาวนาน เป็นเพียง ตาอยู่ ที่รอหยิบชินปลามัน หรือกลายเป็นส่วนประกอบเล็กๆ ของฝ่ายต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณนั้น เป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่ง เพราะบทบาทเช่นนั้นแม้จะเป็นประโยชน์ต่อพรรคประชาธิปัตย์ที่สามารถหยิบฉวยโอกาสเข้ามาครองอำนาจรัฐได้หลังความพ่ายแพ้ของพรรคพลังประชาชน แต่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติที่ควรจะต้องหาทางยุติการฆ่ากันเองของคนไทยที่มีแนวโน้มจะยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นี้
หน้า 4
ข้อมูลจาก มติชน
