บรรณโศภิษฐ์ ระบุ เขตพระโขนงเข้าข่ายเสี่ยงมากสุด เร่งสำนักงานเขต 50 แห่ง รายงานผลตรวจสอบอาคารเก่า-ใหม่ สร้างความมั่นใจให้ประชาชน หวั่นปัญหาซ้ำรอยอาคารทรุดย่านรามคำแหง 58/4นางบรรณโศภิษฐ์ เมฆวิชัย รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า จากสภาวะอากาศของโลกที่แปรปรวน ส่งผลให้พื้นที่ที่อยู่ในข่ายเสี่ยงภัย มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสภาพพื้นที่ของกรุงเทพมหานครนั้น เป็นที่ราบต่ำ มีหลายจุดที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอาจจะเกิดดินทรุดอันจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของอาคาร โดยเฉพาะพื้นที่เขตพระโขนงมีความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากเป็นพื้นที่ต่ำสุดของกทม. ที่พื้นดินชั้นล่างเป็นดินอ่อนตัว และอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 50 เซนติเมตร
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้เกิดปัญหาอาคารทรุดตัวมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกทม.เองก็เร่งหาสาเหตุเพื่อหาทางแก้ไขมาตลอด รวมถึงการเข้าไปตรวจสอบความเสียหายอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 20 คูหา บริเวณซอยรามคำแหง 58/4 เขตบางกะปิ ซึ่งเป็นอาคารที่ก่อสร้างเมื่อปี 2520 มีการทรุดตัวของอาคารไปเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
"มีอาคารพาณิชย์หลายอาคารที่อยู่ริมถนนที่มีการก่อสร้างมานาน 30 ปี 40 ปี หรือบางอาคารก่อสร้างมานานมากกว่านั้น บางอาคารอาจเสื่อมสภาพ อาคารเหล่านี้ กทม.ต้องเฝ้าระวังเหมือนกัน" นางบรรณโศภิษฐ์ กล่าว
รองผู้ว่าราชการ กทม. ยังกล่าวว่า เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาดังกล่าว กทม.ได้สั่งให้สำนักงานเขตทั้ง 50 แห่ง เร่งเข้าไปตรวจสอบอาคารในทุกเขตว่ามีอาคารที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการทรุดตัวและอาจถล่มหรือไม่ โดยให้รายงานผลเข้ามาในวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ หลังจากได้ข้อมูลต่างๆ มาแล้ว ทางกทม.ก็จะต้องเฝ้าระวังปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งปัญหาที่เกิดจากการออกแบบอาคารที่คำนวณระบบเสาเข็มก่อสร้างไม่ดี รวมถึงการทรุดตัวของดิน
ทั้งนี้ ข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับรายงานจากสำนักงานเขต กทม.จะนำมาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อให้ผู้ที่ต้องการซื้ออาคารเก่าหรือบ้านมือสองใช้เป็นข้อมูลประกอบก่อนที่จะตัดสินใจซื้ออาคารดังกล่าว นอกจากนี้ จะมีการเร่งสั่งให้เข้าไปตรวจสอบอาคารที่สร้างก่อนกฎกระทรวงปี พ.ศ.2533 มีผลบังคับใช้ ว่าอาคารเหล่านี้ มีการดูแล อุปกรณ์ป้องกันระบบอัคคีภัยหรือไม่ เพื่อให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน โดยเฉพาะสัญลักษณ์หรือทางหนีไฟ ขณะเกิดปัญหาเพลิงไหม้จะต้องมีการบอกทางออกหรือทางหนีไฟที่เห็นชัดเจน
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
