ค่ายบริษัทด้านไอทียักษ์ใหญ่ 7 รายแชร์ต้นทุนการพัฒนา จับมือตั้งกลุ่มความร่วมมือในการออกแบบและพัฒนาชิปรุ่นใหม่ที่มีขนาดเล็กลงบนพื้นฐานเทคโนโลยี 32 นาโนเมตร ที่เพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลได้ดียิ่งขึ้นบริษัทไอบีเอ็ม คอร์ปอเรชั่นร่วมกับค่ายบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอทีอีก 6 รายได้แก่ บริษัท โตชิบา คอร์ปอเรชั่น บริษัท แอดวานซ์ ไมโคร ดีไวซ์ (เอเอ็มดี) บริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ บริษัทชาร์เตอร์ด เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง บริษัท อินฟินิออน เทคโนโลยีส์ และฟรีสเกล เซมิคอนดักเตอร์ อิงค์ เพื่อตั้งเป็นกลุ่มความร่วมมือในการออกแบบและพัฒนาชิปรุ่นใหม่ที่มีขนาดเล็กสำหรับใช้กับแผงวงจรเทคโนโลยี 32 นาโนเมตรจนถึงปี 2553 ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดต้นทุนด้านการพัฒนา
เนื่องจาก แม้การพัฒนากรรมวิธีที่จะใส่ทรานซิสเตอร์ลงบนชิปให้มีจำนวนมากขึ้นจะช่วยเพิ่มกำลังในการประมวลผลของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ขณะเดียวกันกระบวนการพัฒนาดังกล่าวจำเป็นต้องใช้งบประมาณที่ค่อนข้างสูงโดยเฉพาะสำหรับบริษัทหนึ่งๆ การหันมาร่วมมือกันจึงเป็นทางเลือกหนึ่งของบริษัทผู้พัฒนาชิปในปัจจุบัน
ตัวทรานซิสเตอร์นั้นก็เป็นเหมือนสวิตช์ปิด-เปิดไฟ ทำหน้าที่เป็นตัวเปิด และเปิดภายในชิปแทนรหัส ศูนย์และหนึ่งในระบบดิจิตอลซึ่งจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในคอมพิวเตอร์ ขณะที่ชิปที่ผลิตขึ้นภายใต้เทคโนโลยี 32 นาโนเมตรสามารถเพิ่มตัวทรานซิสเตอร์ลงบนชิปได้มากกว่า 1 พันล้านตัว และชิปที่พัฒนาขึ้นนี้ยังสามารถนำไปใช้ในอุปกรณ์ได้หลากประเภทตั้งแต่หน่วยความจำ คอมพิวเตอร์ การ์ดกราฟฟิก เซ็ต-ท็อปบ๊อกซ์ จนถึงเครื่องเล่นเกม เป็นต้น
นายมัลคอล์ม เพนน์ นักวิเคราะห์จากบริษัทฟิวเจอร์ ฮอไรซอนส์ แสดงความเห็นว่า การตั้งกลุ่มพันธมิตรขึ้นมาไม่ต่างจากการสร้างความร่วมมือก่อนจะหันมาแข่งขันกัน ซึ่งอุตสาหกรรมผลิตชิปจำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตของตนทุกๆ 2 ปี โดยเทียบง่ายๆ ว่าต้นทุนในการสร้างโรงงานผลิตชิปแห่งใหม่ 1 แห่ง อาจเหมือนกับการซื้อเครื่องบินซูเปอร์จัมโบ้ เอ380 ฝูงใหม่ที่มีมากกว่า 12 ลำเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม จากรายชื่อของกลุ่มพันธมิตรที่ตั้งขึ้นใหม่จะเห็นได้ว่าไม่ได้มีชื่อของบริษัทผู้ผลิตชิปสำหรับอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์รายใหญ่ของโลกอย่างอินเทล ซึ่งนายมาร์ค โบเฮอร์ เจ้าหน้าที่อาวุโสและผู้อำนวยการกลุ่มสถาปัตยกรรมการทำงานและการผนวกรวม ระบุว่า แม้ต้นทุนการพัฒนาชิปภายใต้เทคโนโลยีใหม่จะค่อนข้างสูง แต่อินเทลก็มั่นใจว่าจะสามารถทำได้ด้วยตนเอง
โดยนายโบเฮอร์คาดว่า การก่อสร้างโรงงานผลิตชิปเทคโนโลยี 32 นาโนเมตรแห่งใหม่อาจต้องการงบประมาณลงทุนสูงถึง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาดก็อาจจำเป็นต้องสร้างโรงงานขึ้นใหม่อีก 3 โรงด้วยกัน และไม่ใช่เพียงแค่อินเทลจะทำได้เองแต่ยังมองว่าเป็นข้อได้เปรียบกว่าคู่แข่ง เนื่องจากไม่ติดเงื่อนไขที่ต้องร่วมมือกับผู้อื่นทำให้อินเทลเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีได้เองอีกด้วย
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
