อีกครั้งหนึ่งที่กลุ่มผู้ประกอบการด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ในนามสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย หรือที่เรียกว่าเอทีซีไอ พยายามกระตุ้นเตือนให้ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนตระหนักถึงปัจจัยต่างๆที่ส่งผลต่อความเจริญเติบโตและความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทยการจัดประชุมและเสวนาในหัวข้อตลาดไอซีทีไทยภายใต้ความผันผวนทางการเมืองเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2550 นี้ก็เช่นกัน เป็นการรวมพลคนทำใจลำบากยุครัฐบาลขิงแก่ ออกมาสะท้อนให้เห็นว่า...อะไรเป็นอุปสรรคที่สำคัญ
++ภาพจริงที่ปรากฎจากความผันผวน
การเสวนาในหัวข้อดังกล่าว เริ่มต้นด้วยนายจำรัส สว่างสมุทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสิร์ช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (เอทีซีไอ) ที่ออกมาเปิดเผยตัวเลขให้เห็นถึงการเติบโตของตลาดไอซีทีโดยรวมว่า ปลายปีที่ผ่านมาทางเอทีซีไอ มีการคาดการณ์อัตราการเติบโตทั้งตลาด ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการ จะอยู่ในอัตรา 10-15% โดยอิงจากตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ที่ประมาณการณ์ว่าจะมีการเติบโต 4.5 %
ทั้งนี้ ตัวเลขการเติบโตของตลาดประมาณ 10-15% นั้นเป็นตัวเลขที่ภาคอุตสาหกรรมพอรับได้ แต่จากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นผ่านไป 4 เดือน จากภาวะความผันผวนทางการเมืองและการชะลอตัวเศรษฐกิจทำให้ทุกคนเริ่มกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยล่าสุดสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง ออกมาประกาศปรับลดตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือ จีดีพี จาก 4.5% เหลือ 3.8% เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับการเติบโตของตลาดไอซีที โดยอาจต้องมีการปรับลดตัวเลขการเติบโตของตลาด
++ส่งสัญญาณถึงรัฐเร่งต่อลมหายใจ
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางด้านดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ดิ่งลง ตกต่ำมากสุดในรอบ 10 ปี ซึ่งหากความเชื่อมั่นต่ำลงจะมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยกลุ่มคอนซูเมอร์ โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่มีความอ่อนไหวในเรื่องดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ซึ่งในระยะสั้น 3-6 เดือนข้างหน้า หากรัฐบาลมีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเยียวยา ก็อาจไม่ส่งผลกระทบ แต่ถ้าดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเกิดระยะยาว ก็มีผลกระทบต่อการลงทุนที่มีการวางแผนระยะยาวแน่นอน
นายกสมาคมเอทีซีไอ กล่าวย้ำว่าตลาดคอนซูเมอร์นั้นจะโตหรือไม่โตนั้น ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่น โดยหากมีอะไรที่กระทบในแง่จิตวิทยา คอนซูเมอร์จะหยุดซื้อก่อน อย่างปีที่แล้วมีเหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้น ทุกคนตกใจหยุดซื้อหมด ขณะที่ภาครัฐนั้นมีงบจัดซื้อ แต่ยังไม่ซื้อ ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ บางโครงการมีการประมูลจัดซื้อไปเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่เซ็นสัญญาซื้อขาย
ส่วนภาคเอกชนนั้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนั้นน่าเป็นห่วง แม้ว่ากลุ่มนี้หลายรายยังไม่ใช้ไอที แต่กลุ่มเอสเอ็มอีในรายที่สายป่านสั้น ต้องการเงินสดเข้ามาหมุนเวียน หากเศรษฐกิจชะลอตัว พวกเขาจะได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆ
จะสังเกตเห็นว่าทางสถาบันการเงินของรัฐหรือธนาคารพาณิชย์เริ่มระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากปัญหาด้านหนี้เสียเพิ่มขึ้น ส่วนองค์กรขนาดใหญ่นั้นปีนี้กลุ่มธนาคาร และโทรคมนาคมที่มีการเติบโตในปีที่ผ่านมามีการลงทุนไอทีไม่มาก เนื่องจากส่วนใหญ่จะมีการลงทุนระบบหลักไปแล้วในปีที่ผ่านมา
ที่สำคัญในการเสวนาครั้งนี้ เขายังบอกเคล็ดลับในการประคองตัวให้อยู่รอดท่ามกลางปัญหาทั้งหลายทั้งปวงว่า ผู้ประกอบการต้องพยายามโฟกัสตลาด สร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านขึ้นมา สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์ที่ทำตลาดได้ ไม่ใช่มุ่งขายสินค้าอย่างเดียว เหมือนกับคู่แข่งรายอื่นซึ่งพวกนี้จะอยู่ได้ยาก เพราะสุดท้ายก็แข่งราคาอย่างเดียว ขณะเดียวกันจะต้องระมัดระวังการลงทุน โดยเชื่อว่าตลาดน่าจะเข้าภาวะปกติอีก 1-2 ปีข้างหน้า
+++ไมโครซอฟท์ถอดใจยอดขายวูบ
เช่นเดียวกับนายฐิติกร อุษยาพร ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจโออีเอ็ม บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่มองถึงแนวโน้มของตลาดคอมพิวเตอร์ว่า น่าจะใกล้เคียงกับสำนักวิจัย ไอดีซี คาดการณ์ไว้ ตลาดคอมพิวเตอร์โดยรวมมีการชะลอตัวลง ยกตัวอย่างในส่วนของไมโครซอฟท์โดยในรอบปีงบประมาณ 2550 (ก.ค. 49-มิ.ย.50) เชื่อว่าตลาดมีการเติบโต 10.5% ส่วนในรอบปีงบประมาณ 2551 อัตราการเติบโตจะลดลงเหลือ 9.8% โดยคาดว่าจะมียอดซื้อขายประมาณ 1.7.-1.8 ล้านเครื่อง
อย่างไรก็ดีตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและโน้ตบุ๊ก ในส่วนของกลุ่มผู้ใช้คอนซูเมอร์นั้นยังมีอัตราการเติบโตเร็วกว่าตลาด ขณะที่ภาคธุรกิจนั้นตลาดจะมีการชะลอตัวลงไป ทั้งนี้เชื่อว่าหากการเมืองนิ่ง มีการเลือกตั้งปลายปีขึ้นมา ต้นปีหน้าตลาดน่าจะสดใสขึ้นกว่านี้
จากภาวะตลาดเติบโตที่ไม่หวือหวา คือ 10-15% ทำให้บริษัทเริ่มเบนเข็มการลงทุนไปในจีน ที่เติบโตสุดในภูมิภาค หรือเวียดนาม อย่างไรก็ตามมองว่าประเทศไทยยังมีอัตราการใช้คอมพิวเตอร์ประมาณ 10-11% ซึ่งภาครัฐต้องวางบทบาทร่วมกับเอกชน เพื่อกำหนดกลไลกระตุ้นให้คนกลุ่มใหญ่ที่ยังไม่ซื้อพีซี มีการซื้อพีซีมาใช้งานนายฐิติกร กล่าวทิ้งท้าย
++ซิสโก้ห่วงอนาคตไอซีทีไทย
ขณะที่นายวรกร ภัทรายานันท์ กรรมการผู้จัดการประจำภาคพื้นอินโดจีน บริษัท ซิสโก้ ซิสเต็มส์ จำกัด กล่าวว่า เศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้อยู่ในช่วงขาลง การลดลงของจีดีพีก็ไม่รู้จะสิ้นสุดตรงไหน ซึ่งมีผลต่อการวางแผนธุรกิจ อย่างไรก็ดีในส่วนของบริษัทนั้นมีการประเมินสถานการณ์ และปรับลดตัวเลขการเติบโตไว้ตั้งแต่ต้นปี โดยมองว่าทฤษฏีความสัมพันธ์กับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยในปีที่แล้วซิสโก้มียอดขายในตลาดไทยใหญ่กว่าเวียดนาม 3 เท่า แต่ในอีก 12 เดือนข้างหน้าตลาดไทยจะใหญ่กว่าเวียดนามเพียง 1 เท่าเท่านั้น
แสดงว่าเวียดนามโตเร็วและแรงกว่าไทย อย่างปีที่แล้วตลาดเน็ตเวิร์กเวียดนามโต 46% แต่ในอีก 3 เดือนข้างหน้าคาดว่าจะโต 52% ขณะที่สิงคโปร์ และออสเตรเลีย มียอดการเติบโตในตลาดเครือข่าย 20% ไปอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งถ้าไทยยังมีตัวเลขการเติบโต 10-15% นั้นน่าเป็นห่วง
ขณะที่นโยบายของภาครัฐยังไม่มีความแน่ชัด มีการเปลี่ยนแปลงตลอด ทำให้เอกชนไม่สามารถวางแผนธุรกิจได้ ขณะเดียวกันกฎระเบียบภาครัฐยังไม่เอื้อต่อการลงทุนของต่างชาติ และไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาด้านไอซีที ในขณะที่โครงการประมูลภาครัฐหลายโครงการไม่มีใครกล้าเซ็นสัญญาจัดซื้อ เพราะกลัวถูกตรวจสอบ ทั้งที่เป็นโครงการประโยชน์ต่อการพัฒนาของประเทศ และมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต
สำหรับแนวทางปรับตัวของบริษัทด้านไอซีที เพื่อความอยู่รอดนั้นอย่างแรกต้องมองการรักษาฐานลูกค้าเก่าเป็นอันดับแรก เพราะมีความเข้าใจความต้องการของลูกค้า พร้อมกันนั้นต้องพยายามมองหาโอกาสสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ขึ้นมา อาทิ ธุรกิจสุขภาพ ที่มีแนวโน้มการลงทุนไอที สุดท้ายจะต้องมองเศรษฐกิจพอเพียง พยายามใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าและเกิดประสิทธิภาพ
ปีที่ผ่านมาธุรกิจเรามีการเติบโตมาก แต่ก็ไม่ได้เพิ่มคน ในส่วนของออฟฟิศนั้นปีที่ผ่านมาจำเป็นต้องขยาย แต่ก็ขยายไม่เท่ากับจำนวนคน เรามีจำนวนโต๊ะทำงานกับจำนวนพนักงานในอัตราส่วน 2:1 โดยเราต้องการสนับสนุนให้พนักงานทำงานที่บ้านโดยเราจะโพวาย เครือข่ายไร้สาย และต่ออินเตอร์เน็ตเข้าบ้านให้พนักงาน
++อุตฯซอฟต์แวร์งานล้นแต่ไร้คนทำ
สุดท้ายนายราเมศวร์ ศิลปพรหม ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซอฟต์สแควร์ 1999 จำกัด เปิดเผยความในใจว่า ปัญหาของธุรกิจซอฟต์แวร์นั้นไม่ได้อยู่ที่ไม่มีงานทำ แต่ปัญหาหลัก คือ มีบุคลากรไม่เพียงพอต่องานมากกว่า โดยปีนี้มูลค่าตลาดซอฟต์แวร์อยู่ที่ 70,000 ล้านบาท โตขึ้น 10% หากคิดเฉลี่ยแล้วต้องการคนในอุตสาหกรรมประมาณ 7,000 คน แต่มหาวิทยาลัยผลิตคนให้เราได้ 5,000 คน ที่เหลือต้องนำเข้าบุคลากรจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือผู้ประกอบการมีการเซ็นสัญญารับงานมา แต่ไม่สามารถทำงานให้เสร็จตามกำหนด
ตอนนี้ทุกอุตสาหกรรมมีความต้องการซอฟต์แวร์ไปช่วยลดต้นทุน เข้าไปช่วยสรเงภาพลักษณ์องค์กร เพียงแต่ผู้ประกอบการจะต้องเลือกดูขนาดที่เหมาะสมกับกับตัวเอง ไม่ใช่รับงานมาแล้วทำไม่ได้
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
