ขึ้นชื่อว่าเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง สำหรับเครือซิเมนต์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดกิจกรรม “SCG Power of Innovation Award” เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานในบริษัทต่าง ๆ ที่อยู่ในเครือ SCG ได้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจ ผู้บริโภค สังคม รวมถึงประเทศชาติกิจกรรมในโครงการนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 แล้ว มีผลงานจากสายงานธุรกิจต่าง ๆ ส่งเข้าประกวดจำนวน 250 ผลงาน ซึ่งผลการตัดสินออกมาปรากฏว่า รางวัล “Best of Innovative Product” ได้แก่ ทีม Non-A Color Roman Tile จากธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้างกับผลงานนวัตกรรมใหม่ “กระเบื้องปลอดใยหิน” ซึ่งเป็นการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาในการผลิตกระเบื้องหลังคา ฝ้า และผนังไฟเบอร์ซีเมนต์ สูตรใหม่ โดยใช้เส้นใยสังเคราะห์และเซลูโลส เป็นวัตถุดิบแทนการใช้แร่ใยหิน หรือ แอสเบสทอส (asbestos) ชนิดสีขาวที่ใช้ในการผลิตแบบเดิม ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตรายแรกในไทย
ทางทีมที่คิดค้นและพัฒนาผลิต ภัณฑ์ ซึ่งประกอบไปด้วย นายพรศักดิ์ ทิพย์ สุคนธร ผอ.ฝ่ายวิศวกรรมและเทคนิค นายนรินทร์ จูเจริญ ผอ.ฝ่ายบริหาร, นายธงชัย โสภณ ผอ.ฝ่ายการตลาด, น.ส.กาญจนี สุจรรยาทวี ผู้จัดการส่วนการตลาด และนายบดินทร์ ดิลกวรโชติ ผู้จัดการส่วนประสานงานขาย ของบริษัท กระเบื้องกระดาษไทย จำกัด ร่วมกันให้ข้อมูลว่า ผลงานที่ได้รางวัลครั้งนี้ถือเป็นการ ทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายในบริษัท จนทำให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้สำเร็จ
สำหรับสาเหตุที่เปลี่ยนมาใช้เส้นใยสังเคราะห์และเซลูโลสเป็นส่วนผสมแทนใยหินนั้น เนื่องจากปัจจุบันทั่วโลกให้ข้อสงสัยว่าการใช้ ไวท์ แอสเบสทอส ที่เป็นใยหินชนิดหนึ่งเป็นวัตถุดิบในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมก่อสร้างนั้น อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และสุขภาพของ คน ถึงแม้จะยังไม่มีผล วิจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและการแพทย์ที่ยืนยันได้ชัดเจนก็ตาม แต่ในหลาย ๆ ประเทศ ก็ได้ยกเลิกการใช้ใยหินแล้ว เช่น สหภาพยุโรป ที่ห้ามมีการนำเข้าวัตถุดิบชนิดนี้ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เลิกใช้วัตถุดิบประเภทนี้ในอุตสาหกรรมแล้วทั้งนั้น
ประกอบกับทางเครือ SCG ได้เริ่มมีนโยบายว่าจะเลิกใช้ใยหินเป็นวัตถุดิบในการผลิตตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว ทางบริษัทจึงต้องทำการพัฒนาคิดค้นสูตรส่วนผสมในการผลิตขึ้นมาใหม่เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้สามารถขายในตลาดได้ด้วย
ทั้งนี้การใช้ใยสังเคราะห์และเซลูโลสเป็นวัตถุดิบในการผลิตในแถบยุโรปได้ เริ่มมีการพัฒนาและใช้มากว่า 40 ปีแล้ว แต่สาเหตุ ที่ไทยยังไม่มีการนำมาใช้ เพราะวัตถุดิบชนิดนี้ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 200% ซึ่งการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบครั้งนี้ ทางทีมงานได้ใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี และงบประมาณจำนวน 10-20 ล้านบาท ในการวิจัยและคิดค้นสูตร
โดยตอนแรกมีสูตรต่าง ๆ ที่คิดค้นขึ้นกว่า 6,000 สูตร ต่อมาจึงพัฒนา จนสามารถนำใยสังเคราะห์และเซลูโลสมาใช้ในการผลิตได้ ซึ่งมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียง 40% เท่านั้น ทำให้ราคาขายผลิตภัณฑ์จึงใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์แบบเดิม
การปรับเปลี่ยนวัตถุดิบในการผลิตในครั้งนี้นั้น ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณสมบัติที่มีความเหนียว แข็งแรงกว่าเดิม 2 เท่า และป้องกันการนำความร้อนได้ดีกว่าเดิม 5 เท่า เนื่องจากเส้นใยสังเคราะห์ที่นำมาใช้เป็นเส้นใยที่ใช้ทอผ้า ส่วนเซลูโลสก็เป็นเส้นใยที่ทำมาจากไม้สน ช่วยให้อุณหภูมิบ้านเย็นขึ้นเป็นการช่วยลดการใช้พลังงาน เหมาะกับสภาพภูมิอากาศของไทยที่เป็นเมืองร้อน
“การใช้เส้นใยสังเคราะห์และเซลูโลสมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตนั้นจะทำให้มีต้นทุนสูงขึ้นมาก ทีมงานจึงจำเป็นต้องพัฒนาสูตรและส่วนผสมให้มีต้นทุนลดลงเพื่อให้ราคาผลิตภัณฑ์ไม่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ก็ต้องดีขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามหากจะไม่คิดค้นพัฒนาสูตรและส่วนผสมเอง ก็สามารถไปซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้ แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่สูงในระยะยาวก็คงอยู่ไม่ได้ การผลิตโดยใช้สูตรใหม่นี้ทำให้ต้อง มีการปรับปรุงเครื่องจักรและกระบวนการผลิตใหม่ทั้งหมดในโรงงานของบริษัททั้ง 4 แห่ง”
อย่างไรก็ ตามเส้นใยสังเคราะห์ และเซลูโลสที่นำมาเป็นวัตถุดิบนั้นในปัจจุบันก็มีแนวโน้มราคาสูงขึ้น แต่หากในอนาคตผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภค จนทำให้ผู้ผลิตรายอื่น ๆ ในตลาดปรับตัวตามราคาก็อาจถูกลงได้ในอนาคต
สำหรับความคุ้มค่าในการวิจัยและพัฒนาครั้งนี้นั้น หากผู้บริโภคยอมรับในคุณสมบัติที่แตกต่างและดีขึ้นของผลิตภัณฑ์ที่ใช้สูตรใหม่ จนทำให้ผลิตภัณฑ์ที่มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบหมดไปจากตลาด ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามาก เพราะนั่นหมายถึงสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในสังคมที่ดีขึ้น
ทั้งนี้สำหรับสิ่งที่ทำให้นวัตกรรมนี้เป็นที่ยอมรับของคณะกรรมการตัดสินนั้น เนื่องมาจาก การทำธุรกิจต้องมีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์ ซึ่งการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ ถือเป็นนวัตกรรมที่ครบเครื่องเพราะมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง หรือเรียกว่าปรับเปลี่ยนตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึง มือผู้บริโภคเลย อย่างไรก็ตามในอนาคตคาดว่าจะมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมาอีก ซึ่งขณะนี้ทางบริษัทอยู่ในระหว่างการคิดค้นและพัฒนาอยู่.
ข้อมูลจาก เดลินิวส์
