คอลัมน์เวทีนวัตกรรมได้เวลากลับมาพบกับท่านผู้อ่านอีกครั้ง ในช่วงนี้เมืองไทยอากาศเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก คงเพราะย่างเข้าใกล้หน้าฝนแล้ว ยังไงก็ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วย เพราะหากไม่สบายขึ้นมาจะส่งผลกระทบกับเรื่องงานและการเรียนได้ส่วนคอลัมน์เวทีนวัตกรรมในวันนี้ก็ถึงคิวเผยแพร่โครงงานที่ได้รับรางวัลชมเชย ในการประกวดโครงการ “เดลินิวส์-SCG ประกวดเจ้าความคิด” หัวข้อที่ 6 คือ “นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย” ซึ่งทางหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และ เครือซิเมนต์ไทยร่วมกันจัดขึ้น
โดยโครงงานชิ้นนี้ ชื่อ “สั่นสะเทือน...เตือนภัย” ผลงานของ ด.ช.รชต สรณาคมน์ นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย จ.นครราชสีมา
น้องรชต บอกถึงที่มาของโครงงานชิ้นนี้ว่า เกิดจากที่ตนเองได้มีโอกาสอ่านวารสารเล่มหนึ่งที่ลงเรื่องเกี่ยวกับเด็กที่มีความพิการทางด้านสายตา ซึ่งเด็กคนนั้นได้เล่าว่าตนเองมักจะถูกเพื่อน ๆ แกล้งเวลาเดินไปไหนมาไหน แล้วหลอกว่าข้างหน้ามีหลุมหรือมีสิ่งกีดขวางอยู่ ทำให้เด็กคนนั้นรู้สึกไม่ชอบ
จากเรื่องดังกล่าวทำให้ตนเองมีความคิดว่าถ้ามีเครื่องมือที่สามารถช่วยให้ผู้ที่มีความพิการทางสายตาสามารถเดินทาง ไปไหนได้เองโดยที่ไม่มีอุบัติเหตุคงจะเป็นเรื่องที่ดี ตนเองจึงเกิดแนวความคิดที่จะประดิษฐ์เครื่องมือนี้โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ซึ่งให้ชื่อว่า “สั่นสะเทือน...เตือนภัย”
สำหรับเครื่องมือนี้ จะมีการทำงานเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นแว่นตา โดยแว่นจะมีหูฟัง แนบไปกับขาของแว่นตา เพื่อคอยเตือนว่ามีสิ่งกีดขวางอยู่หรือไม่ ซึ่งสายนี้จะต่อเข้ากับ ไมโครคอนโทรลเลอร์ โดยตัวไมโคร คอนโทรลเลอร์นี้จะอยู่บริเวณส่วนเอว เป็นลักษณะเข็มขัด และจะมีเสียงเกิดขึ้น หลังจากที่เซ็นเซอร์ มีการตรวจสอบด้วยการสะท้อนของแสงอินฟราเรด และเมื่อแสงอินฟราเรดถูกส่งไปกระทบสิ่งใด ก็จะให้ค่ากลับมาที่ตัวไมโครคอนโทรลเลอร์ จากนั้นจะถูกส่งต่อไปยังหูฟัง เช่น มีสิ่งกีดขวางทางซ้าย-ขวา หรือข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ชิ้นนี้จะเหมาะสำหรับผู้พิการทางสายตาแต่ ไม่มีความพิการทางหู จึงได้คิดต่อไปว่าทำอย่างไรจะนำไปใช้กับผู้พิการทางหูได้ด้วย จึงทำการพัฒนาต่อโดยนำอุปกรณ์สั่นสะเทือน มาใส่ไว้ในเข็มขัดที่เป็นพลาสติก ABS ซึ่งมีความยืดหยุ่น น้ำหนักเบา และแข็งแรง และเมื่อตัวเซ็นเซอร์สามารถตรวจจับสิ่งกีดขวางได้ ก็จะสั่งการทำงานไปที่ทั้ง 2 ส่วน คือส่วนแว่นตา และส่วนที่เป็นเข็มขัด
น้องรชต บอกต่อว่า สำหรับแนวทางในการพัฒนาต่อไปนั้น อาจนำเซ็นเซอร์ตรวจสอบสัญญาณที่มีคุณภาพในการตรวจจับสัญญาณที่ดีกว่ามาใช้ หากในอนาคตเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น อาทิ การพัฒนาให้ระบบไมโครคอนโทรลเลอร์เป็นแผงวงจรที่มีขนาดเล็กลง พกพาง่าย หรือการทำให้ระบบมีความชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น โดยสามารถตรวจสอบลักษณะสภาพพื้นผิว เพื่อเตือนว่าทางข้างหน้า ขรุขระ หรือมีหลุมหรือไม่
ทั้งนี้สำหรับต้นทุนในการประดิษฐ์เครื่องมือนี้จะอยู่ ที่ประมาณ 1,000 บาท ขึ้นไป ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพวัสดุที่ นำมาใช้ แต่หากมีการนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์ราคาต่อหน่วยจะถูกลงได้
สำหรับความเห็นของคณะกรรมการตัดสิน ต่อโครงงานชิ้นนี้นั้น มองว่าโครงงานชิ้นนี้ มีแนวความคิดที่ดี และมีความเป็น ไปได้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมเพื่อช่วยคนด้อยโอกาสให้สามารถเดินทางได้ ทั้งนี้ในทางวิศวกรรมนั้นสามารถทำได้ และราคาไม่แพง อย่างไรก็ตาม หากจะให้อุปกรณ์มีความสมบูรณ์ แบบมากขึ้น จำเป็นจะต้องคิดเพื่อต่อยอดผลงานเพิ่มเติมให้มากขึ้นอีก
นั่นคือผลงานจากแนวความคิดของน้องรชต สำหรับ น้อง ๆ คนอื่นถ้ามีแนวความคิดดี ๆ แล้วอยากเข้าร่วมกิจกรรมกับโครงการฯ ก็รีบคิดโครงงานส่งเข้าประกวด เพราะตอนนี้ทางโครงการฯ กำลังเปิดรับโครงงานในหัวข้อที่ 7 คือ “นวัตกรรมเพื่อการประหยัดพลังงาน” ในระหว่าง วันที่ 1 เม.ย.-31 พ.ค. 2550 นี้
นอกจากนี้หลังจบการประกวดในหัวข้อที่ 7 ทางโครงการฯ ยังจัดให้มีการประกวดผลงาน “รางวัลแห่งปี” ชิงเงินรางวัลทุนการศึกษารวมกว่า 790,000 บาท ด้วย โดยเปิด โอกาสให้เยาวชนที่สนใจ ได้ส่งผลงานนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องอะไรก็ได้ส่งเข้าประกวด
ทั้งนี้ผู้ที่สนใจประกวด “รางวัลแห่งปี” นั้นไม่จำเป็นต้องเคยส่งผลงานหรือเคยได้รับรางวัลในการประกวดแต่ละหัวข้อมาก่อน แต่ต้องทำแบบจำลองหรือโมเดลของโครงงานส่งเข้ามาด้วย ส่วนผู้ที่เคยได้รับรางวัลที่ 1-3 ในแต่ละหัวข้อก็มีสิทธิส่งผลงานเข้าประกวด และต้องทำแบบจำลอง หรือโมเดล ของชิ้นงานนั้น ๆ ส่งกลับมาที่โครงการฯ ด้วยเช่นกัน
สามารถส่งโครงงานหรือสอบถามรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสื่อสารองค์กร อาคารสำนักงานใหญ่ 2 ชั้น 1 บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 1 ถนนปูนซิเมนต์ไทย บางซื่อ กรุงเทพฯ 10800 โทร. 0-2586-6612 โทรสาร 0-2586-2974 หรืออีเมลที่ vp2650@ hotmail.com และ jirawatj@dailynews.co.th
ข้อมูลจาก เดลินิวส์
