จักษุแพทย์แนะพ่อแม่ที่เคยมีประวัติเป็นต้อหินให้พาลูกมาตรวจต้อหินเสียแต่เนิ่นๆหากรักษาไม่ทันอาจเสี่ยงมองเห็นภาพแคบลง หรือถึงขั้นตาบอดได้รศ.นพ.ปริญญ์โรจนพงศ์พันธุ์ ประธานฝ่ายวิชาการ ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย รองประธานสมาคมต้อหินแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี หากพ่อแม่มีประวัติเคยเป็นโรคต้อหิน หรือเคยได้รับสารจำพวกสเตียรอยด์จากยาทาและยากิน หรือหยอดที่ตา มีความเสี่ยงเป็นโรคต้อหินได้มากกว่าเด็กทั่วไป 5 เท่า
โรคต้อหินมีสาเหตุการเกิด2 แบบ คือ จากพันธุกรรมและจากการแพ้ยากลุ่มสเตียรอยด์ โดยปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่ป้องกัน แต่สามารถรักษาให้หายด้วยการกินยาและผ่าตัด จักษุแพทย์อธิบาย
สารสเตียรอยด์ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคต้อหินในเด็กหากได้รับอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ในเด็กบางคนเพียงสัปดาห์เดียวระบบประสาทตาอาจถูกทำลายจนเป็นต้อหิน และที่ร้ายแรงที่สุดอาจถึงขั้นตาบอดตลอดชีวิต
คนไทยมีความเสี่ยงเป็นโรคต้อหินได้มากถึง1 ใน 7 โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุสูงกว่า 50 ปีขึ้นไป แต่มีเพียง 10% เท่านั้น ที่ตรวจพบและมารับการรักษาอย่างทันท่วงที ส่วนอีก 90% ไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคต้อหิน
ขณะเดียวกันต้อหินยังเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมด้วย และมักเกิดกับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปที่คนในครอบครัวเดียวกันมีประวัติเป็นต้อหิน หรือสายตาสั้นหรือยาวมากเกินกว่าปกติ ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้ และจากการเล่นกีฬาโดยเฉพาะแบดมินตัน เนื่องจากลูกแบดอาจกระทบกับดวงตาได้โดยตรง
การป้องกันต้อหินสามารถทำได้ด้วยการหมั่นตรวจสุขภาพตาทุก 2-4 ปี หลังอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่กล่าวมาข้างต้นอาจตรวจเป็นประจำทุกปี เพื่อลดความเสี่ยงที่มากกว่าคนอื่นได้ รวมทั้งหลีกเลี่ยงจากความเสี่ยงทุกอย่างเพื่อป้องกันด้วยตัวเอง
คนที่ตรวจพบแล้วว่าเป็นต้อหินที่ดวงตาควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนัก เพราะการเกร็งกล้ามเนื้อจะทำให้ความดันตาขึ้น และควรจิบน้ำดื่มแทนดื่มรวดเดียวหมดแก้ว
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
