สัญญาประกอบธุรกิจในสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท 2 ฉบับ ระหว่างบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทอท. กับ คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป ลงนามอนุญาตให้ประกอบกิจการรวม 10 ปี/สัญญา 2 โครงการ ได้แก่ โครงการประกอบกิจการร้านค้าเชิงพาณิชย์ (commercial area) ทำเมื่อ 25 มีนาคม 2548 และร้านค้าปลอดอากร (duty free) ทำเมื่อ 20 เมษายน 2547ขณะนี้พลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) และนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง โฆษกบอร์ด ทอท.ยืนยันว่า สัญญาต้องยกเลิกทั้งหมด เนื่องจากไม่เป็นไปตามกฎหมาย และหลังจากบอร์ดมีมติมาตั้งแต่ 22 มีนาคม 2550 จนถึงปัจจุบันความก้าวหน้าในการบอกเลิกสัญญาระหว่าง ทอท.กับ คิง เพาเวอร์ฯ ยังอยู่กับที่
ดึงร้านค้าย่อยเข้ากับดักเลิกสัญญา
คงมีเพียงการขยายผลกดดัน ธุรกิจผู้เช่ารายย่อย ในร้านค้าเชิงพาณิชย์กว่า 200 ราย กับ เจ้าของแบรนด์สินค้าในร้านปลอดอากรกว่า 100 แบรนด์ จากการเปิดประเด็นร้อนเรื่องโครงสร้างการออกแบบร้านค้าไปบดบังระบบป้องกันอัคคีภัยในสุวรรณภูมิเกิน 100 จุด ทอท.จำเป็นต้องประกาศหาบริษัทผู้ออกแบบให้มารายตัวหากอาจเข้าข่ายทำผิดกฎหมายการออกแบบก่อสร้างได้
เป็นที่น่าสังเกตว่าระหว่างรอ อัยการสูงสุด ร่างเอกสารบอกเลิก 2 สัญญา คิง เพาเวอร์ฯ ตลอดสัมปทาน 10 ปี มีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท ทอท.วางกลยุทธ์ กับดัก โดยจะแลกกับการดึงธุรกิจและความสูญเสียของประเทศอีกหลายสวนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยใช่หรือไม่ !?
เมื่อเปิด สัญญาพิสดาร ตามที่บอร์ด พลเอกสพรั่งระบุว่าควรยกเลิก และ/หรือ อ้างตามคำยืนยันของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง หลังบอร์ดมีมติใหม่ 27 เมษายน 2550 ว่า ด้วยบอร์ดรับทราบรายงานในเบื้องต้นจากฝ่ายบริหาร ทอท. เกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งอาจจะมีการดำเนินงานไม่สอดคล้องกับกฎหมาย
เรื่องการได้มาของสัญญา บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ที่ได้สัมทานร้านค้าปลอดอากรในสุวรรณภูมิและสนามบินภูมภาคของ ทอท. กับ บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด ที่ได้สัมปทานกิจการเชิงพาณิชย์ในสุวรรณภูมิ และ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับอีก 3 กลุ่ม คือ ผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย (ดูตารางประกอบ) ผู้โดยสารซื้อสินค้าในสนามบินราคาถูกลง และ ชื่อเสียงของประเทศไทยด้านภาพลักษณ์สนามบิน อันเป็นเหตุหนึ่งให้ยกเลิกนั้น
สัญญาหรือวิธีฉีก พิสดาร
ประชาชาติธุรกิจ นำรายละเอียด และ/หรือ วิธีฉีกสัญญาฉบับ พิสดาร ทั้ง 2 สัมปทาน มาชำแหละทั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า เนื่องจากในบันทึกสัญญามีตัวละครที่เกี่ยวข้องคือ อดีตบอร์ด ชุด ศรีสุข และอดีตบอร์ดอีก 7 คนที่ปัจจุบันร่วมเป็นบอร์ดชุดพลเอกสพรั่งด้วย
ส่วนในการลงนาม 2 ฝ่ายก็ล้วนยังอยู่ในหน่วยงาน คือ ฝ่าย ทอท. สัญญาร้านค้าเชิงพาณิชย์ มีนายบัญชา ปัตตนาภรณ์ และนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ และนางพัชรี ยุญยู้ ลงนามรับเช็คสั่งจ่ายล่วงหน้าก่อนประกอบการจากธนาคารไทยพาณิชย์ วงเงิน 2,140 ล้านบาท ฝ่าย คิง เพาเวอร์ฯ มี นายวิชัย รักศรีอักษร และนายสมบัตร เดชาพานิชกุล
สัญญาร้านค้าปลอดอากร มี นายบัญชา ปัตตนาภรณ์ นายนิรันดร์ ธีรนาถสิน และ น.ส. จิราพร ลิลากุล ลงนามรับรับเช็คสั่งจ่ายการชำระเงินล่วงหน้า 2 ปี จากธนาคารไทยพาณิชย์ 2,460 ล้านบาท ฝ่ายคิง เพาเวอร์ฯ มีนายวิชัย รักศรีอักษร และนายสมบัตร เดชาพานิชกุล
สัญญาทั้ง 2 ฉบับมีข้อตกลงลักษณะคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ทำในช่วงเวลาต่างกันเท่านั้น สัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีทำเมื่อ 20 เมษายน 2547 สัญญาร้านค้าเชิงพาณิชย์ทำเมื่อ 25 มีนาคม 2548 อายุสัมปทานเท่ากัน 10 ปี
เลิกสัญญาต้องมี คำสั่งรัฐบาล
สิ่งที่เหมือนกันคือ การบอกเลิกสัญญา ใน โครงการดิวตี้ฟรี ระบุไว้ในข้อ 10 ข้อ 10.1 ระบุว่า หากผู้รับอนุญาต (คิง เพาเวอร์ฯ) ไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ทั้งหมดหรือบางสวน หรือผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง และ ทอท.ได้ส่งคำบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังผู้รับอนุญาตให้ปฏิบัติตามสัญญา หรือแก้ไขการผิดสัญญาเช่นว่านั้น
แต่ผู้รับอนุญาตยังคงไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้หรือไม่แก้ไขการผิดสัญญาเช่นว่านั้นภายในระยะเวลา 90 วัน ทอท.มีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้ทันทีโดยมิต้องบอกกล่าวแก่ผู้รับอนุญาตอีก ต่อมาข้อ 10.3 ในกรณีที่ผู้รับอนุญาตไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้หรือผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง และการนั้นเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์ของประเทศชาติหรือต่อความปลอดภัย หรือความเป็นของประชาชนหรือต่อการดำเนินการโดยรวมของสุวรรณภูมิ และ/หรือท่าอากาศยานภูมิภาค ทอท.มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที
ข้อที่ 10.4 จะเห็นความชัดเจนมากที่สุดว่า ทอท.มีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ในเวลาใดๆ ก็ได้ อันเนื่องมาจากเหตุผลด้านความมั่นคงปลอดภัยของประเทศตาม คำสั่งของรัฐบาล
โครงการร้านค้าเชิงพาณิชย์ ก็เช่นกันใช้ข้อความเดียวกันแต่อยู่ในข้อ 17 ของสัญญา ซึ่งขีดเงื่อนตายไว้ว่า ถ้าสุดวิสัยไม่มีเหตุผลอื่นมายกเลิกสัญญาได้ ในการอ้างอิงว่ากระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศจะบอกเลิกสัญญาได้ต้องมี คำสั่งของรัฐบาล ก่อนเป็นลำดับแรก
ด้วยเหตุผลนี้ใช่หรือไม่ที่ บอร์ด ทอท. ประชุมภายใน 2 เดือนติดต่อกัน 4 ครั้ง ฝ่ายบริหาร ทอท.ก็ยังไม่สามารถนำเอกสารบอกเลิกจากอัยการสูงสุดมานำเสนอต่อที่ประชุมบอร์ดได้ ซ้ำร้ายยังตีวงกว้างขยายผลจู่โจมไปยัง ผู้ประกอบการร้านค้าย่อย กับ บริษัทรับออกแบบร้านค้า
มีรายงานมาตลอดว่าขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เร่งการก่อสร้างเพื่อให้สุวรรณภูมิเปิดได้ภายในไม่เกิน 9 เดือนนั้น ทุกบริษัทต้องจ้างบริษัทที่ ทอท.จ้างมาตั้งแต่ต้นเข้ามารับงานต่อไปเลยรวมถึงบริษัทผู้ออกแบบร้านค้าทั้งหลายด้วย
ฉะนั้นตัวละครที่เกี่ยวข้องทำให้ สัญญา 2 ฉบับ ระหว่าง ทอท.กับ คิง เพาเวอร์ฯ มีตัวตนขึ้นมาได้ นอกจากอดีตบอร์ดชุดศรีสุข จันทรางศุ แล้ว หากบุคลากรใน ทอท.ไม่ร่วมมือสัญญาที่มีขั้นตอนซับซ้อนทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
การจะซื้อเวลาเพื่อรอฉีกสัญญาที่ว่า พิสดาร ฉบับนี้เป็นเกมหลอกตาประชาชนใช่หรือไม่ !? และ/หรือ จะต้องดึงผู้บริสุทธิ์ ชื่อเสียงของประเทศ เพื่อสังเวยกับดักต่างๆ โดยละเว้นการสร้างประโยชน์อันควรขยายผลเพื่อเศรษฐกิจของบ้านเมืองเช่นนั้นหรือ ?
หน้า 35
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
