สภาฯ ท่องเที่ยวรอชงรัฐบาลใหม่ผนึกธุรกิจเอกชนคิดการณ์ใหญ่ปั๊มเงิน 4 ปี 5 ล้านล้านบาท ผนวกนโยบายสร้างเมกะโปรเจ็กต์ท่องเที่ยวชายทะเลยอดฮิตผุดมารีน่า ยอร์ช รีสอร์ตเชิงบูรณาการ เทียบชั้น สิงคโปร์ มาเก๊า และ เปิดประตูดูดทรัพย์ทุนท่องเที่ยวต่างประเทศไหลเข้าไทย ระบุนโยบายยุคนี้ปลุกขวัญกำลังใจผู้ประกอบการ SMEs ใจชื้นหลังถูกทิ้งมา 40 ปีนายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผย ประชาชาติธุรกิจ ว่าในฐานะศูนย์รวมตัวแทนสมาคมผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวทุกสาขาจะเสนอรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ร่วมมือกับเอกชนคิดการณ์ใหญ่ 4 แผนงาน คือ แผนงาน 1 สนับสนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ระหว่าง 4 ปีนี้ พ.ศ.2551-2555 จะทำรายได้เชิงรุกไม่ต่ำกว่า 5 ล้านล้านบาท
ส่วนรัฐควรทบทวนข้อเสนอที่เอกชนและฝ่ายต่างๆ เสนอให้จัดสรรงบประมาณ 1% ของรายได้ท่องเที่ยวรวมแต่ละปี ประมาณ 50,000 ล้านบาท นำมาใช้ลงทุนพัฒนาสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวเก่าและใหม่ รวมทั้งทำกิจกรรมส่งเสริมตลาดและการขายอย่างเต็มที่
แผนงาน 2 ลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ระยะยาว โดยเลือกพื้นที่ใหม่ในภาคที่ตลาดโลกนิยมเข้ามาท่องเที่ยวแถบชายฝั่งทะเลอันดามันภาคใต้ บริเวณเกาะย่อย ในภูเก็ต ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยภาคกลางตอนล่างและภาคตะวันออก เพราะรัฐบาลนี้ชูนโยบายลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ขนส่ง บก น้ำ อากาศ ครบวงจร เชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้านก็ควรทำเมกะโปรเจ็กต์ท่องเที่ยวคู่ขนานพร้อมกันไปสร้างจุดขายอย่างดูไบ สหรัฐเอมิเรตส์
แผนงาน 3 เปิดประตูดึงเงินลงทุนท่องเที่ยวต่างประเทศ (Tourism Foreign Investment) ร่วมพัฒนาโครงการขนาดใหญ่เป็นแม่เหล็กดึงดูดกำลังซื้อทั่วโลก แข่งขันกับ สิงคโปร์ ซึ่งให้สัมปทานกลุ่มลาสเวกัส แซนด์ พัฒนาเมกะโปรเจ็กต์ มารีน่า เบย์ แซนด์ และ มาเก๊า ให้สัมปทานทำเมกะ โปรเจ็กต์เวเนเชียน โคไท สตริป รีสอร์ตเชิงบูรณาการท่องเที่ยวเอ็นเตอร์เทนเมนต์ครบวงจร ส่วนไทยก็ควรใช้ศักยภาพทางทะเลให้ทุนต่างชาติสามารถบุกเบิกเมกะโปรเจ็กต์หลักหมื่นล้านบาท พัฒนาศูนย์กลาง มารีน่า ยอร์ช พร้อมรีสอร์ตเชิงบูรณาการและเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ระดับโลก โดยไม่ต้องนำกาสิโนคอมเพล็กซ์เข้ามาเกี่ยวข้อง
แผนงาน 4 เปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) กลุ่มท่องเที่ยวซึ่งมีประมาณ 80% ของทั้งประเทศซึ่งถูกละเลยมาถึง 40 ปี จะเสนอรัฐบาลนี้ปรับวิธีการจากควบคุมดูแลมาเป็นส่งเสริมและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐควรจัดทำแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการ เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีด้านท่องเที่ยว การจัดระบบเงินกู้ต้นทุนต่ำดอกเบี้ยถูก ให้สิทธิทางภาษีอากรเพื่อเป็นรางวัลหรือแรงจูงใจกระตุ้นกลุ่มธุรกิจสร้างเงินและคุณภาพสินค้า รวมทั้งจัดตั้งหน่วยส่งสนับสนุนการลงทุนลักษณะคล้ายคลึงกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ภาคอุตสาหกรรม
รัฐบาลนี้มีวิสัยทัศน์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเมกะโปรเจ็กต์ และชูนโยบาย 1 ใน 7 จะใช้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวชูโรงสร้างรายได้ ยุคนี้รัฐควรทำนโยบายเชิงรุก dual track คู่ขนานทั้งเมกะโปรเจ็กต์และโปรเจ็กต์ขนาดเล็ก
แผนงานของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสอดคล้องกับนโยบายของนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงงการท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมสนับสนุน SMEs ท่องเที่ยว การดึงสถาบันการเงินปล่อยกู้ การจัดการแหล่งท่องเที่ยวแนวใหม่ ที่สภาฯท่องเที่ยวจะเสนอเพิ่มคือขอให้รัฐพิจารณาทำเมกะโปรเจ็กต์จริงจังสักโครงการ รวมทั้งการหันมาให้น้ำหนักกับการดึงเงินทุนต่างประเทศเข้ามาพัฒนาในไทย นายกงกฤชกล่าว
สำหรับปี 2551 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้เพียง 3,959 ล้านบาท นำไปลงทุนทำกิจกรรมและโครงการ 2,582 ล้านบาท รวม 6 ส่วน ได้แก่ ทำตลาดต่างประเทศ 1,387 ล้านบาท ตลาดในประเทศ 586 ล้านบาท และ สนับสนุนตลาด 608 ล้านบาท ซึ่งแยกย่อยออกเป็น พัฒนาองค์กร 50 ล้านบาท สินค้า 514 ล้านบาท และ แผนรวมวิจัย 43 ล้านบาท
หน้า 29
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
