นักวิจัยกระทุ้งรัฐบาลไทยเร่งรื้อโครงสร้างภาษีท่องเที่ยวครั้งใหญ่ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ชี้ช่อง กระทรวงการคลัง ชิงจังหวะหลังน้ำมันโลกราคาพุ่งขึ้น 50% กำลังซื้อตลาดทัวร์ทั่วโลกไม่สะเทือนอัตราการเติบโตปกติ ควรเร่ง จัดเก็บภาษีเป็นเงินก้อนจากกลุ่มธุรกิจและนักท่องเที่ยวตามอย่างองค์การท่องเที่ยวแห่งโลกแนะ 45 รูปแบบ ขณะที่ ททท. ส่งสัญญาณสภาอุตฯท่องเที่ยวฯตั้งรับ 3 เทรนด์โลก กรีนโลจิสติกส์ ฮับการบิน และข้อมูลเดินทางไร้พรมแดนนางมิ่งสรรพ์ ขาวสอาด ผู้อำนวยการ สถาบัน วิจัยสังคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผย ประชา ชาติธุรกิจ ว่า ในฐานะหัวหน้าทีมศึกษาวิจัยโลจิสติกส์สำคัญต่อการท่องเที่ยวอย่างไร ให้สำนัก งานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้เสนอกระทรวงการคลังจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว (tourism tax) หรือภาษีทางตรง 45 รูปแบบ
หลังจากพบข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิกฤตน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น 50% ไม่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตและกำลังซื้อจากตลาดที่ขยายตัวปกติ ราคาการใช้บริการปรับตัวสูงขึ้น 0.59% ส่วนมูลค่าการใช้จ่ายเงินนักท่องเที่ยวต่างประเทศในไทยลดลงจนแทบจะนับค่าไม่ได้เพียง 252 ล้านบาท/ปี คนไทยจะเที่ยวต่างประเทศลดลง 6.65% คิดเป็นมูลค่า 1,134 ล้านบาท
ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงควรพิจารณานำกลยุทธ์ขององค์กรการท่องเที่ยวแห่งโลก (World Tourism Organization : WTO) มาใช้ในเมืองไทยโดยเก็บเป็นแพ็กเกจเงินก้อนคงที่ (lump sum tax) จะสร้างเม็ดเงินเข้าคลังโดยตรงปีละหลายหมื่นล้านบาท
แทนการกระจายให้หน่วยงานตั้งแต่ระดับ ท้องถิ่นจนถึงประเทศจัดเก็บแยกย่อยหลายรายการ สร้างความสับสนแก่นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบธุรกิจทั้งประเทศที่ใช้กันอยู่ปัจจุบันแยกเป็น 1) จัดเก็บภาษีจากเจ้าของธุรกิจทางอ้อมมีทั้ง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีการค้าขาย (Sales tax or turnover tax) ภาษีสรรพสามิต (Excise tax) ภาษีนำเข้า (Import tariff and duty tax) และทางตรงคือภาษีเงินได้นิติบุคคลของหน่วยธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องเรียกว่า business tax
2) จัดเก็บภาษีจากนักท่องเที่ยวโดยคิดอัตราแปรผันตามปริมาณสินค้าและบริการที่เลือกใช้ ส่วนใหญ่เป็นภาษีทางอ้อมแทบทั้งสิ้น แถมยัง เลือกเก็บตามบริการที่นักท่องเที่ยวต้องใช้ เช่น ค่าธรรมเนียมผ่านเข้าออกสนามบิน (arrival & departure tax) ธรรมเนียมขออนุญาตเข้าประเทศ (Visa fee) ค่าผ่านทาง (travel & transit tax)
ขณะนี้อยู่ระหว่างนำข้อมูลงานวิจัยเสนอกระทรวงการคลังเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บภาษีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวเป็นก้อนเดียว จากนั้นก็จัดแบ่งให้หน่วยที่เกี่ยวข้องตามสัดส่วนที่ควรจะได้รับ ด้วยการใช้วิธีที่จะไม่สร้างผลกระทบทางจิตใจแก่ผู้เสียภาษี อีกทั้งทำให้การเก็บภาษีเงินได้ แต่ละปีเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะทุกวันนี้แม้จะมีกฎหมายให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และส่วนจังหวัด (อบจ.) เก็บภาษีท้องถิ่นจากผู้ประกอบการโรงแรมในแต่ละพื้นที่สูงสุดไม่เกิน 2.6% ของรายได้แต่ละปี แต่ผ่านมา 6 ปี แม้จะมีกฎหมายบังคับใช้แต่ อบต. 3,000 แห่ง ทั่วประเทศก็ยังทำไม่ได้เพราะข้อจำกัดหลายอย่าง
ขณะนี้ทวีปผู้นำโลกเริ่มในสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา เริ่มส่งสัญญาณที่จะนำกฎเกณฑ์ภาษีปกป้องโลกร้อนเข้ามาดูแลตลาดตามเทรนด์ใหม่ที่ทั่วโลกต้องร่วมกันป้องกันรักษาสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมขนส่งการเดินทางและท่องเที่ยว นางมิ่งสรรพ์กล่าว
นายภราเดช พยัฆวิเชียร ที่ปรึกษา 11 การ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า อุตฯท่องเที่ยวภาคเอกชนและรัฐในไทยควรเตรียมตั้งรับ 3 วิกฤตใหญ่คือ 1) green logistic เป็นเทรนด์ที่ถูกกำหนดจากโลกภายนอกให้ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวไทยตื่นตัวรักษาสิ่งแวดล้อมดูแลสังคมชุมชนรอบสถานที่ท่องเที่ยวหากไม่ปฏิบัติตามต่อไปตลาดหรือกำลังซื้อจะนำมาเป็นเงื่อนไขไม่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังพื้นที่ที่ไม่ปรับตัว
2) ข้อมูลแนะนำโลจิสติกส์จากต้นทาง-แวะพัก-ปลายทาง ต้องสามารถสร้างฐานรายละเอียดให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ให้รู้สถานการณ์ต่อเนื่องทุกวินาที มีระบบแจ้งเตือนและจัดทัพการสื่อสารอย่างมีระบบ สร้างช่องทางการเข้าถึงอย่างหลากหลาย
3) การขนส่งทางอากาศโลกไร้พรมแดน ต้องกำหนดศูนย์กลางระดับทวีปและภาคพื้นที่จะใช้ศูนย์เดี่ยวกับศูนย์กลางย่อยเชื่อมถึงกันได้ และใช้นโยบายเปิดน่านฟ้าเสรีให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะภายใน 3 ปีข้างหน้าเวียดนามจะพัฒนา 138 สนามบิน ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะเปิดสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ Jebel Ali Airport เป็นศูนย์กลางการขนส่งเอเชียกับยุโรป อินเดีย จะมีเกือบ 200 สนามบิน และสาธารณรัฐประชาชนจีนจะสร้างใหม่อีกไม่ต่ำกว่า 40 สนามบิน
หน้า 29
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
