คอลัมน์ พาทัวร์โดย นฤมล เกษมสุข
มีคำกล่าวว่า แม้ผีเสื้อกระพือปีกหนึ่งครั้งก็อาจเกิดพายุกระหน่ำถึงครึ่งโลก
ถ้าหากคำกล่าวนั้นเป็นจริง โลกทั้งใบนี้อาจเหลือแต่ซาก เพราะที่ อุทยานแห่งชาติปางสีดา มีผีเสื้อมากกว่า 400 ชนิด จำนวนเหลือคณานับจนยากจะสำรวจสำมะโนประชากร ต่างขยันขยับปีกล้อลมกลางแสงแดดอ่อนๆ จนทำให้ผืนป่าสีเขียวละลานตาไปด้วยสีสัน มองเผินๆ คล้ายใบไม้ปลิวว่อนที่ไม่มีวันร่วงถึงพื้น
เริ่มแรกที่เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภาคกลาง เขต 8 บอกว่า พาสื่อมาดูก่อนจะเปิด เทศกาลดูผีเสื้อที่ปางสีดา ครั้งที่ 3 มิถุนายนนี้ ไม่มีใครจินตนาการออกว่า ผีเสื้อที่ว่านั้นจะทำให้เราตื่นตาตื่นใจได้อย่างไร แต่เพียงแค่ผ่านจุดแรกบริเวณโป่งดินหน้าที่ทำการอุทยาน หลายคนเริ่มฮือฮา เพราะเจ้าฝูงผีเสื้อนับร้อยตัวที่มาหาอาหารเที่ยวบินโฉบอวดสายตาอยู่
ยุทธพงศ์ ใบบัว เจ้าหน้าที่อุทยานฯเล่าว่า ตามธรรมชาติเพศผู้เยอะกว่า และมีความสวยงามกว่า เพราะรูปลักษณ์ที่โดดเด่นนั้นมีเอาไว้ดึงดูดใจตัวเมียโดยเฉพาะ นอกจากนั้นใน ผีเสื้อตัวผู้จะมีสารฟีโลมีนที่ใช้ดึงดูดเพศตรงข้ามด้วย ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงควรจดจำคำว่า ดูแต่ตา มืออย่าต้อง ไว้ด้วย เพราะแค่สัมผัสเดียวของมือมนุษย์ อาจทำให้สารนั้นหายไปและผีเสื้อไม่เกิดการผสมพันธุ์ และที่สำคัญก็คือ ผีเสื้อที่เราไปจับนั้น บางทีอาจเป็นตัวเดียวที่เหลืออยู่ของสายพันธุ์นั้นก็ได้
ถ้าชมผีเสื้อไม่จุใจ หากขับรถหรือปั่นจักรยานชมป่าไปเรื่อยๆ ถึง ก.ม. 20 ที่เป็นจุดพักนักท่องเที่ยวและบริการบ้านพักแล้ว สามารถหยุดดูผีเสื้อบริเวณนี้ได้อีกแห่ง เพราะมีโป่งดิน ต้นไม้ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารดึงดูดฝูง ผีเสื้อจำนวนมากไม่แพ้จุดแรก ทำเอาหลายคนอดใจไม่ไหวต้องกระโจนลงไปถ่ายรูปปีกสวยๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึก ส่วนกำไรที่ได้เห็นเพิ่มคือความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ อย่างที่คณะของเราพบระหว่างทางมีนกเงือก
เจ้าหน้าที่ชี้ให้ดูต้นไม้ใกล้ๆ กับต้นที่นกเงือกตัวผู้เกาะกิ่งโชว์โฉมนักท่องเที่ยวอยู่นั้น มีโพรงซึ่งเป็นรังของเมียและลูกรออยู่ข้างใน โดยนกเงือกตัวผู้มีหน้าที่ระวังภัยและหาอาหารไปเลี้ยงครอบครัวที่รออยู่ในบ้าน ด้วยความผูกพันกันอย่างนี้เอง จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมเมื่อนกเงือกตัวผู้ตาย นกเงือกตัวเมียถึงมักจะตายตามไปด้วย
บนเส้นทางลูกรังนั้น เรายังได้รู้ว่าป่านี้มีฝูงกระทิงอยู่ด้วย แม้จะไม่ได้เจอตัวจริงเสียงจริง แต่เจ้ากระทิงก็ประกาศการมีตัวตนอยู่ด้วยกองมูลมหึมากองหนึ่งบนถนน และกองมูลนั้นก็กลายเป็นแหล่งอาหารอันโอชาให้กับผีเสื้อฝูงหนึ่งไปด้วย เรียกว่าเป็นวงจรอาหารตามธรรมชาติที่เกื้อกูลให้สิ่งมีชีวิตในป่าอยู่รอด เช่นเดียวกับผีเสื้อที่วนเวียนอยู่รายทางเต็มไปหมด ซึ่งอาจจะมีบ้างที่ถูกล้อรถทับตายกลางถนน แต่ซากนั้นก็จะอุทิศตัวกลายเป็นอาหารของนก ช่วยวงจรชีวิตอื่นๆ ให้ยืนยาวสืบไป
สำหรับเส้นทางในอุทยานฯ เมื่อขึ้นไปถึงจุดชมวิว ก.ม. 25 แล้ว จะถึงจุดสิ้นสุดของทางรถนั้น สามารถตัดไป อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ได้ แต่อุทยานตัดสินใจปิด เพราะต้องการป้องกันปัญหาล่าสัตว์ หรือคนสัญจรสร้างความอึกทึกทำให้ป่าเสื่อมโทรม
หากต้องการเดินเที่ยวป่าในจุดอื่นๆ เช่น น้ำตกแควมะค่า ที่ร่ำลือกันเรื่องความสวยงามด้วยความสูงตระหง่าน 70 เมตร ก็ต้องใช้เวลาบริหารแข้งขากันสัก 3 วัน 2 คืน ฤดูที่นิยมเดินป่าคือช่วงปลายฝนต้นหนาว แต่ถ้าอยากเห็นป่าอย่างแท้จริง เจ้าหน้าที่ป่าไม้แนะนำว่า ฤดูฝนจะดีที่สุด โดยการเดินเที่ยวจะมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ช่วยเป็นไกด์นำทางชมบ้านสัตว์ป่านานาชนิด
นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้ได้ความเพลิดเพลินไปด้วยในตัว ควรจะนำเกลือแร่ หรือเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ เช่น เม็ดมะขาม พร้อมหนังสติ๊กติดตัวไว้ให้เด็กๆ ยิงก้อนเกลือ หรือเมล็ดพันธุ์เข้าไปในป่า ช่วยสร้างแหล่งอาหารให้ผีเสื้อ และสร้างประชากรต้นไม้ เป็นการสอนให้เด็กรู้จักอนุรักษ์ธรรมชาติไปในตัว
เสร็จจากโปรแกรมดูนก สระแก้ว เตรียมจัด เทศกาลดูนกน้ำตามเส้นทางนกงู บริเวณเขื่อนพระปรง ตำบลช่องกุ่ม ไว้รอให้นักท่องเที่ยวไปล่องเรือสัมผัสใกล้ชิดกับชีวิต นกงู คนไทยเรียกว่า อ้ายงั่ว ครั้งหนึ่งเกือบจะสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว
ในการล่องเรือช่วงเย็นๆ วันนั้น นกอ้ายงั่วทำท่าจะขี้อาย ไม่ค่อยปรากฏตัวให้เห็นในตอนแรก อาจจะเป็นเพราะยังตื่นกับเสียงเครื่องยนต์เรือที่อยู่ดีๆ ก็กระหึ่มมาใกล้ถึง 3-4 ลำ แต่ไปๆ มาๆ เมื่อเริ่มชิน อ้ายงั่วก็เริ่มบินฉวัดเฉวียนกันเป็นว่าเล่น ทำให้คนในเรือได้ร้องฮือฮากันเป็นระยะ บางตัวก็ยอม ชูคอยาวๆ เกาะต้นไม้นิ่งๆ เป็นนายแบบ
นอกจากนกอ้ายงั่วแล้ว แหล่งน้ำพระปรงยังมีนกกระสาแดง นกกาน้ำเล็ก นกกาน้ำใหญ่ นกยางเปีย นกยางควาย และอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อเสร็จจากการล่องเรือแล้วยังสามารถดื่มด่ำชมบรรยากาศริมเขื่อนช่วงพระอาทิตย์ตกลับสันเขา ด้วยการนั่งรับประทานอาหารเมนูปลาสดๆ มีบริการอยู่หลายร้าน ราคาก็ไม่แพง
สอบถามเพิ่มเติมที่สำนักงาน ททท.ภาคกลางเขต 8 โทร.0-3731-2282, 0-3731-2284 และสมาคมรักษ์ปางสีดา โทร.08-1429-2842
หน้า 36
ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
