คอลัมน์ รุ้งตัดแวงสปาย-กลาส
การเลือกตั้งประธานาธิบดีในฝรั่งเศสมีบรรยากาศที่สื่อมวลชนเรียกว่า ประชาธิปไตยตื่นตัว
เพราะมีผู้ไปใช้สิทธิลงคะแนนถึงร้อยละ 84.6 สูงสุดในรอบ 40 กว่าปี
ผิดกับการเลือกตั้งช่วงไม่กี่ปีนี้ ที่บรรยากาศซึมเซา ชาวบ้านเลือกนอนหลับทับสิทธิ์
ปัจจัยแรกที่กระตุ้นให้การเลือกตั้งฝรั่งเศสคึกคักขึ้นมาอีกครั้ง คือตัวผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้นำฝรั่งเศส
นอกจากจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่อยู่ในวัย 50 ต้นๆ สองผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในการเลือกตั้งวันที่ 6 พ.ค. ก็ยังมาจากพรรคการเมืองต่างขั้ว
นายนิโกลาส์ ซาร์โกซี อายุ 52 ปี มาจากพรรคฝ่ายขวา-กลาง ส่วนนางเซโกแลน โรยัล วัย 53 ปี มาจากพรรคโซเชียลลิสต์ ที่เป็นฝ่ายซ้าย
การต่อสู้ระหว่างพรรคฝ่ายขวากับฝ่ายซ้ายมักจะทำให้การเลือกตั้งคึกคัก เพราะดึงประชาชนที่ชื่นชอบในแนวลัทธิการเมืองของตนออกมาลงคะแนนได้มากเป็นพิเศษ
ประชาชนที่ชอบฝ่ายขวาคงไม่อยากให้ฝ่ายซ้ายชนะ และฝ่ายซ้ายก็คงคิดเช่นเดียวกัน
ผลจึงขึ้นอยู่กับว่า ฝ่ายไหนออกมาใช้สิทธิ์มากกว่า
นอกจากนี้ การขอคะแนนจากผู้ท้าชิงที่ตกรอบแรกไปแล้วยังสำคัญไม่น้อย
ในการเลือกตั้งของฝรั่งเศสหนนี้ นายฟรังซัวส์ เบย์รู จากพรรคที่มีแนวลัทธิอยู่ตรงกลาง มีคะแนนมาเป็นที่ 3 คิดเป็นร้อยละ 18.55
ไม่ว่านายซาร์โกซี หรือนางโรยัล ได้คะแนนจากกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนนายเบย์รู โอกาสชนะจะมีสูงมาก
เพราะนายซาร์โกซีมีคะแนนรอบแรกที่ร้อยละ 31.11 ส่วนนางโรยัลร้อยละ 25.84 ไม่ห่างกันมาก
ขณะที่การนำเสนอนโยบายแก้ปัญหาของของประเทศยังคงสำคัญมาก โดยเฉพาะประเด็นการปรับตัวเข้ากับโลกาภิวัตน์ การลดจำนวนคนว่างงาน ไปจนถึงการวางตำแหน่งฝรั่งเศสในเวทีโลกและเวทียุโรป
การโต้วาทีระหว่างนายซาร์โกซีและนางโรยัลในวันที่ 2 พ.ค.นี้จะทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ว่าแนวทางฝ่ายขวาหรือฝ่ายซ้ายจะดีกว่ากัน
และยังทำให้การเลือกตั้งรอบตัดสินตื่นตัวยิ่งกว่ารอบแรก
หน้า 7
ข้อมูลจาก ข่าวสด
