ลอนดอน-นักวิทยาศาสตร์เผยมีพื้นที่ 9 จุดบนโลกเสี่ยงเผชิญภัยพิบัติในช่วงสิ้นศตวรรษนี้สำนักข่าวการ์เดี้ยน นิวส์ เซอร์วิสรายงานเมื่อวันอังคาร (5 ก.พ.) อ้างความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศที่ระบุว่ามีสถานที่ 9 แห่งบนโลกที่มีความเปราะบาง และเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติอย่างฉับพลันก่อนสิ้นศตวรรษนี้ โดยพื้นที่เสี่ยงที่สุดคือทะเลน้ำแข็งแถบขั้วโลกเหนือ และแผ่นน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางคนประเมินว่าอาจจะไม่มีน้ำแข็งลอยอยู่ในทะเลช่วงหน้าร้อนอีกต่อไปภายในเวลาเพียงแค่ 25 ปีเท่านั้น
พื้นที่เสี่ยงอันดับต่อไปคือป่าฝนอะเมซอนซึ่งปริมาณน้ำฝนที่ลดลงได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อต้นไม้ ทำให้พื้นที่ป่าเหล่านี้ไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้อีกครั้ง นอกจากนี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์ยังเป็นห่วงผืนป่าแถบเหนือที่เรียกกันว่าป่าโบเรียล อีกทั้งยังทำนายว่าปรากฏการณ์เอลนินโญซึ่งมีผลกระทบต่อสภาพอากาศจากทวีปแอฟริกาจรดทวีปอเมริกาเหนือนั้นจะมีความรุนแรงมากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้วคณะทำงานระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (ไอพีพีซี) ได้เตือนว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจเพิ่มขึ้นถึง 6.4 องศาเซลเซียส ในช่วงสิ้นศตวรรษที่ 21 นี้ ขณะที่ผลศึกษาล่าสุดพบว่าทะเลน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือจะลดลงถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนคืนได้หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 0.5-2 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ยังมีโอกาสถึง 50% ที่แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์จะเริ่มละลายอย่างหยุดไม่ได้ในไม่ช้านี้ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยปีถึงจะละลายจนหมด โดยน้ำที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็งจะทำให้ระดับน้ำทะเลของโลกสูงขึ้น 7 เมตร
อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียสนั้น นอกจากจะทำให้ปรากฏการณ์เอลนินโญรุนแรงขึ้นแล้วยังจะทำให้ปริมาณฝนตกในป่าอะเมซอนลดลง 30% ทำให้ฤดูร้อนยาวนานขึ้น ส่วนป่าโบเรียลนั้นก็จะมีเนื้อที่ป่าขนาดใหญ่ตายลงในช่วง 50 ปีข้างหน้า ส่วนที่ทวีปแอฟริกานั้น ฝนที่ตกมากขึ้นอาจทำให้ภูมิภาคซาเฮลกลับมาเขียวชอุ่มอีกครั้ง แต่ฤดูมรสุมแถบแอฟริกาตะวันตกอาจพังทลายลง นำไปสู่ภาวะแห้งแล้งกว่าเดิม 2 เท่าภายในช่วงสิ้นศตวรรษ
ส่วนแผ่นน้ำแข็งแถบขั้วโลกใต้นั้น ผลศึกษาพบว่าหิมะตกและการละลายของน้ำแข็งเริ่มจะเสียสมดุล และแผ่นน้ำแข็งได้เริ่มละลายแล้ว โดยอากาศที่อุ่นขึ้นกว่า 5 องศาเซลเซียส อาจจุดชนวนให้เกิดการละลายอย่างไม่สามารถควบคุมได้ และจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 5 เมตร ภายในระยะเวลา 300 ปี
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
