ยอมรับจีนหนีไม่พ้นผลกระทบ ลั่นมั่นใจพื้นฐานเศรษฐกิจยังดีเวิ่น เจีย เป่ายอมรับวิตกเงินดอลลาร์อ่อนค่า-กังวล ศก.สหรัฐ ระบุจีนหนีไม่พ้นผลกระทบเหตุเศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกันมากขึ้น แต่มั่นใจพื้นฐาน ศก.จีนยังดี ลั่นเดินหน้าใช้นโยบายการเงินเข้มงวดคุมเงินเฟ้อ ชะลออัตราเติบโต
เมื่อวันที่ 18 มีนาคม เอพีและเอฟพีรายงานว่า นายเวิน เจีย เป่า นายกรัฐมนตรีจีน แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ว่ามีความกังวลกรณีที่เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเรื่อยๆ และยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหยุดอ่อนค่า อีกทั้งไม่ทราบว่าสหรัฐจะนำนโยบายการเงินแบบใดมาใช้ รวมทั้งทิศทางของเศรษฐกิจด้วย
ดังนั้นผมจึงกำลังให้ความสนใจอย่างมากต่อภาวะเศรษฐกิจโลก เพราะกังวลเป็นพิเศษเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ นายเวินกล่าว และว่า ในยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ความผันผวนในตลาดโลกจึงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีน
นายเวินกล่าวด้วยว่า ปัญหาสินเชื่อบ้านในสหรัฐไม่เพียงแต่ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง แต่ยังทำให้อัตราดอกเบี้ยและหุ้นทั่วโลกร่วงลงไปด้วย รวมทั้งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตามแม้จะมีความกังวล แต่จีนก็จะยังคงใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจเติบโตเร็วและมากเกินไป ส่วนนโยบายงบประมาณก็จะเน้นความโปร่งใส
นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวอีกว่า ในช่วง 2 ปีเศษที่ผ่านมาเงินหยวนแข็งค่าขึ้นประมาณ 15% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และในช่วงไม่กี่เดือนมานี้การแข็งค่าก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ส่วนการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนจะเกิดขึ้นต่อเมื่อทราบอย่างแน่ชัดถึงประโยชน์และโทษ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งท้าทายต่อจีน
อย่างไรก็ตาม ผมสามารถบอกกับทุกคนได้ว่า พื้นฐานเศรษฐกิจของจีนยังดี เพราะว่าตลาดภายในของจีนมีศักยภาพสูง ด้วยเหตุนี้เราจึงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมในพัฒนาการเศรษฐกิจของจีน นายเวินกล่าว
นายเวินยอมรับว่า จีนกำลังประสบแรงกดดันมากขึ้นทุกขณะจากปัญหาเงินเฟ้อสูง แต่ก็มั่นใจว่าจะสามารถควบคุมให้อยู่ในเป้าหมายคือเฉลี่ย 4.8% ในปีนี้ ดังนั้นการควบคุมเงินเฟ้อจึงเป็นวาระสำคัญอันดับต้นๆ ของรัฐบาล
ทั้งนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ เงินเฟ้อของจีนสูงถึง 8.7% สูงที่สุดในรอบเกือบ 12 ปี โดยปัจจัยหลักมาจากราคาอาหารที่สูงขึ้น 23.3% ซึ่งรัฐบาลจีนเกรงว่าจะกระทบต่อคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่ต้องเจียดรายได้ถึงครึ่งหนึ่งมาจ่ายเป็นค่าอาหาร ขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวอย่างน้อย 9% ในปีนี้ เทียบกับปีที่แล้วซึ่งขยายตัว 11.4%
หน้า 18
ข้อมูลจาก มติชน
