คอลัมน์ ปริทรรศน์โลกโดย บุญเกิด สุทวีทรัพย์
อีกไม่กี่วัน (6-7 สิงหาคม) ประธานาธิบดีคนที่ 43 ของสหรัฐแห่งอเมริกา นามว่า จอร์จ ดับเบิลยู. หรือดั้บญ่า บุช จะแวะมาเยือนไทย และเข้าเฝ้าฯพระเจ้าแผ่นดินสยาม นัยว่า เพื่อล่ำลาทางการเมือง โดยตนได้หมดวาระดำรงตำแหน่งประมุขแห่งสหรัฐอเมริกาในปีนี้ ภายหลังที่ได้กุมบังเหียน บริหารรัฐบาลกลางของสหรัฐ และนโยบายการต่างประเทศทั่วโลก มานานติดต่อกัน 8 ปีเต็ม สมควรเปิดหมวกอำลาตำแหน่งและอำนาจชี้นำที่มีอยู่ เปิดทางให้ ผู้นำใหม่ ของชาวอเมริกัน ขึ้นทำหน้าที่แทน
ประธานาธิบดีบุช เป็นบุตรชายคนโตของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ เอ็ม.วอล์กเกอร์ บุช ผู้สืบตำแหน่งผู้นำสูงสุดของสหรัฐ ต่อจากอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน อดีตดาราหนังของฮอลลีวู้ด ที่หันมาเอาดีทางการเมือง จนพบผลสำเร็จได้อย่างน่าทึ่ง กลายเป็นแบบอย่างให้อดีตดาราหนังแดนตากาล็อก ระดับดาราดังอย่างกะ มิตร ชัยบัญชา ของไทย นาม โจเซฟ เอสตราด้า เอาตัวเข้าสู่วงการการเมืองระดับชาติแห่งฟิลิปปินส์ด้วย บนเส้นทางและการดำเนินบทบาทสาธารณะที่คล้ายกัน
ไม่เพียงแต่ดาราหนังแดนตากาล็อก ที่หันเหการแสดงของตน สู่งานแสดงทางการเมือง แต่ดาวสาธารณะในหลายประเทศ ที่ปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการเมืองระบบเปิดของโลกในยุคสงครามเย็น ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย อิตาลี หรือไทย ก็พากันตีหกวกเลี้ยวเข้าสู่เวทีการเมืองกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ทั้งนี้ อดีตประธานาธิบดีเรแกน ได้สวมบทบาท เคาบอยเฒ่า ในการดำเนินวิเทโศบาย ท้าดวล ระหว่างสหรัฐ ในฐานะผู้นำหรือ นายอำเภอมือปราบ (เชอรีฟ) แห่งค่ายทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย กับผู้นำสหภาพรัฐเผด็จการสังคมนิยมรัสเซีย ผู้นำค่ายเผด็จการสังคมนิยมคอมมิวนิสต์สากล ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ภายหลังจากจีน ได้เอาตัวออกห่างจากรัสเซียและวางตัวเป็นกลางในการ ดวล แสนยานุภาพทางทหารและความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ระหว่างผู้นำสองค่ายแห่งโลกสงครามเย็น
และอดีตประธานาธิบดีจอร์จ เอ็ม.บุช ก็เป็นอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงปักกิ่ง จนได้กลายมาเป็นอดีตรองประธานาธิบดีของนายโรนัลด์ เรแกน และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกของโลกยุคปิดม่านสงครามเย็น เมื่อช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 สืบสานความสำเร็จในด้านการต่างประเทศของสหรัฐ ตามแนวทางนโยบายของพรรครีพับลิกัน ติดต่อกันเป็นสมัยที่ 3
แต่ในสมัยการบริหารสมัยแรกและสมัยเดียวของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ เอ็ม.บุช นี้เอง ที่โลกได้เห็นสงครามใหญ่แห่งสหัสวรรษในตำนานความเชื่อของชาวคริสต์และชาวมุสลิม เมื่ออดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ยาตราทัพอันมหึมา ด้วยกำลังพลที่มากเป็นอันดับสามของโลก เข้าบุกขยี้ผู้ครองอำนาจรัฐสุลต่านแห่งคูเวต จนผู้คนทั้งโลกต้องตกตะลึงไปกับมหากาพย์แห่งสงครามที่เกิดขึ้น ก่อนจะตั้งสติได้ ตามมาด้วยการระดมกำลังทหารฝ่ายเสรีนิยมทั่วโลก เข้าต่อต้านกองทัพ มหาทรราช ที่พยายามดึงโลกกลับเข้าสู่ยุคสงครามเย็นใหม่ ด้วยการพยายามดึงเอาผู้นำค่ายเผด็จการสังคมนิยมกลับเข้ามาร่วมรบป้องกันเผด็จการสังคมนิยมแห่งอิรัก
หลังสงครามมหากาพย์ยุคใหม่ครั้งนั้น สหรัฐกลับผลัดเก้าอี้ประธานาธิบดีให้แก่ผู้แทนของพรรคเดโมแครต ที่เผยท่วงทีลีลาซ้ายหนุ่มหัวก้าวหน้าจอมเจ้าชู้ และนักวาทศิลป์ทางการเมืองอย่างประธานาธิบดีวิลเลียม เอฟ. หรือ บิล คลินตัน ผู้ซึ่งหลบรอดจากการกล่าวโทษอาญาทางการเมืองของสภาคองเกรส ในเรื่อง ชู้สาว ทั้งในอดีตตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐอาคันซอส์ รัฐชาวนา แห่งสหรัฐ จนกระทั่งเข้ามาเป็นเจ้าบ้านของทำเนียบขาว
อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน แทบจะกลายเป็นพระเอกหนังเอ็กซ์ ในการกล่าวโทษของสมาชิกสภาคองเกรส อันเป็นกระบวนการกลั่นกรองป้องกันอาชญากรทางการเมืองไม่ให้ยึดครองอำนาจสูงสุดของประเทศ แต่ปัญหาเรื่องชู้สาว เป็นเรื่องของจริยธรรมทางเพศของคู่สมรส ยังไม่ใช่อาชญากรรมและยังไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของระบอบการเมืองและทางด้านการทหารของประเทศ ยิ่งนางฮิลลารี คลินตัน ไม่ติดใจความในที่สาธารณะ ประธานาธิบดีคลินตัน ก็ยิ่งผ่านพ้นกระบวนการ อิมพีชเมนต์ ครั้งนั้นได้อย่างไม่บาดเจ็บหรือน่าอับอายขายหน้ามากนัก
ทว่าความปรวนแปรในการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยของโลก ทำให้พรรครีพับลิกันดึงเอาตัวผู้ว่าการรัฐเท็กซัสในขณะนั้น ขึ้นมาเป็นตัวแทนพรรคในการชิงตำแหน่งอำนาจสูงสุดของประเทศ โดยมีนายดิ๊ก เชนีย์ อดีตประธานกรรมการบริษัทผู้ผลิตและรับเหมาก่อสร้างเครื่องมือขุดเจาะสำรวจและผลิตหรือกลั่นน้ำมันเบอร์หนึ่งของสหรัฐ เป็นหัวเรือใหญ่คอยดุนหลังวางหมากยุทธศาสตร์การเมืองการสงครามให้ ดังที่ปรึกษาอาวุโส ผู้มีอำนาจบริหารในการปฏิบัติการเบื้องหลัง
จอร์จ ดั้บญ่า บุช คืออดีตผู้ว่าการรัฐเท็กซัสคนนั้น ผู้เป็นบุตรชายของอดีตประธานาธิบดียุคสงครามมหากาพย์ พายุทะเลทราย ที่ได้ประกาศตัวเหมือนกับจะเป็นนายอำเภอ ไวท์เอิร์ป ในตำนานเคาบอยของชาวอเมริกัน ผู้ประกาศตัวคุ้มครองชาวเมืองแดนไร่ปศุสัตว์จากแก๊งโจรหฤโหด ที่เข้ามาบุกปล้นเผาเมือง ก่อการร้าย ถล่มอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในยุคเปลี่ยนสหัสวรรษ เมื่อเดือนกันยายน 2544 (ค.ศ.2001)
เขาพาเพื่อนสนิทอย่างอังกฤษและนาโต้ บุกทำลายแก๊งโจรก่อการร้ายมุสลิมนอกรีตอย่างอัลเคด้า ถึงในรังที่ประเทศอัฟกานิสถาน ตามด้วยการบุกปราบผู้ต้องหาเป็นนายทุนใหญ่เบื้องหลัง อย่างรัฐบาลทรราชสังคมนิยมแบบมุสลิมสมัยใหม่ เผด็จการพรรคบาธภายใต้การนำของจอมพลซัดดัม ฮุสเซน ประธานาธิบดีตลอดกาลแห่งอิรัก
จอร์จ ดั้บญ่า บุช กลายเป็นสิงห์มือปราบ ที่ไม่ได้ดุร้ายเกรี้ยวกราด แต่ติดจะสุภาพ เซ่อ ซุ่มซ่าม (นานๆ ครั้ง) ใสซื่อแบบลูกผู้ชาย ปากคอติดจะลูกทุ่งชาวบ้านหน่อยๆ เช่นเดียวกับครั้งล่าสุด ที่หลุดปากเอ่ยออกไมค์วิจารณ์ปฏิกิริยาของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของอเมริกัน ว่าสงสัยจะ แฮงค์ หรือ เมา กับปัญหาเศรษฐกิจธุรกิจของประเทศมากเกินไปหน่อย
และแรกที่สุด ตั้งแต่ก่อนได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐนั้น ประธานาธิบดีผู้นี้ก็ได้หลุดปากให้คนอื่นได้ยินอย่างไม่เป็นทางการ ระหว่างการหาเสียงชิงตำแหน่ง ถึงนายนักข่าวการเมืองอาวุโสของนิวยอร์กไทม์ ที่ตามติดการเลือกตั้งว่า ไอ้ตัวยุ่งตัวใหญ่ มาอีกแล้ว
ครับ พูดถึงเรื่องปากคอของประธานาธิบดีบุชแล้ว อาจจะแข็งกระด้างๆ ไม่ค่อยทรงเครื่องเท่าใดนัก แต่ก็สร้างรอยอมยิ้มให้คนที่ได้ยิน ไม่หยาบคายหรือเราะร้าย รุกรานเหมือนปากคอผู้นำรัฐบาลบางคน กำลังนี้
และบางที ท่านอาจพกพาการฝากฝัง ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ กับผู้นำรัฐไทย ที่เปรียบได้กับสายร้อยรัฐบาลสหรัฐทุกยุคทุกสมัย อันแปรเปลี่ยนไปตามกาลกำหนด
ฝากฝังตามวิเทโศบายด้านเอเชียของสหรัฐ ที่ไทยยืนเสมอบ่ามาตลอดในโลกยุคสงครามเย็น ที่ไทยเป็น ศูนย์หน้า ให้สหรัฐ ในภูมิภาคนี้...
หน้า 32
ข้อมูลจาก มติชน
