นิตยสาร ฟอร์บส์ รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่นในสหรัฐฯว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพล อดุลยเดช พระชนมายุ 80 พรรษา ของไทย ทรงเป็นราชวงศ์ผู้มีพระราชทรัพย์มากที่สุดของโลก ( World Wealthiest ่s Royal ) ด้วยพระราชทรัพย์มูลค่ารวม 35,000 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 1 ล้านล้านบาทฟอร์บส์ระบุว่าได้ปรับอันดับของพระองค์หลังจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งกำกับดูแลพระราชทรัพย์ เปิดเผยการครอบครองที่ดินจำนวนรวมมาก รวมทั้งจำนวน 87,000 ไร่ ( 3,493 เอเคอร์) ในกรุงเทพมหานคร
แต่ฟอร์บส์ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า มูลค่าทรัพย์สินของราชวงศ์จากประเทศต่างๆส่วนใหญ่ที่ติดอันดับ มักนับรวมพระราชทรัพย์ของสมาชิกราชวงศ์ทั้งหมด หรือทรงครอบครองพระราชทรัพย์ของประเทศในนามของพระองค์ ส่งผลให้ไม่มีราชวงศ์ใดที่ติดอันดับอภิมหาเศรษฐีประจำปีของนิตยสารฟอร์บส์ในแต่ละปี
ผู้ที่ตามมาเป็นอันดับสองแบบห่างๆคือ ชี๊คคาลิฟา บิน ซาเอด อัล นาห์ยาน พระชนมายุ 60 พรรษา ประธานาธิบดีสหรัฐฯอาหรับเอมิเรตส์ ประเทศที่ร่ำรวยด้วยน้ำมัน โดยทรงมีพระราชทรัพย์ 23,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 760,000 ล้านบาท
อันดับสามคือ กษัตริย์อับดุลเลาะห์ บิน อับเดล อาซิซ พระชนมายุ 84 พรรษาของ ซาอุดิอาราเบีย ซึ่งเป็นประเทศส่งออกน้ำมันรายใหญ่สุดของโลก ทรงมีพระราชทรัพย์ 21,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ700,000 ล้านบาท
สำหรับสุลต่าน ฮาจี ฮาสซานี โบลเกีย แห่งบรูไน พระชนมายุ 62 พรรษา ผู้เคยครองอันดับหนึ่งนั้น ตกไปอยู่อันดับที่ 4 ด้วยพระราชทรัพย์ 20,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 660,000 ล้านบาท ซึ่ง"ฟอร์บส์"ระบุว่า เป็นเพราะทรงต้องตัดลดปริมาณการผลิตน้ำมันของประเทศลง เนื่องจากปริมาณน้ำมันสำรองลดน้อยลง
ฟอร์บส์ระบุด้วยว่า ปีนี้เป็นปีดีสำหรับราชวงศ์ต่างๆ และการลงทุนอย่างฉลาด ทำให้กลุ่มราชวงศ์ร่ำรวยสุดของโลก 15 ราชวงศ์ มีพระราชทรัพย์รวมกันเพิ่มจาก 95,000 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ3 ล้านล้านบาท เป็นรวม 131,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4 ล้าน3 แสนล้านบาท และว่าในขณะที่น้ำมันมีราคาแพงขึ้น ราชวงศ์ในตะวันออกกลางกับเอเชีย จึงครอง 8 อันดับของราชวงศ์ผู้ร่ำรวย
มีราชวงศ์ยุโรปติดอันดับเพียง 2 พระองค์ คือ อันดับ 6 เจ้าชายฮานส์-อาดัมที่ 2 พระชนมายุ 63 พรรษาแห่งลิคเคนสไตน์ ด้วยพระราชทรัพย์ 5,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 165,000 ล้านบาท กับอันดับ 9 คือเจ้าชายอัลแบร์แห่งมอร์นาโค พระชนมายุ 50 พรรษา ด้วยพระราชทรัพย์ 1,400 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 46,000 ล้านบาท