รัฐบาลสหรัฐสั่งปิดวอชิงตัน มูชวล อิงก์ ธนาคารรายใหญ่อันดับ 2 ของสหรัฐ พร้อมขายกิจการให้เจพี มอร์แกนในราคา 1,900 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นการล้มละลายครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ธนาคารสหรัฐ ด้านสภาคองเกรสเดินหน้าหารือต่อเป็นวันที่สอง หวังผ่าทางตันแผนอุ้มภาคการเงินมูลค่า 700,000 ล้านดอลลาร์สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 26 กันยายน อ้างสำนักงานประกันเงินฝากรัฐบาลกลาง (เอฟดีไอซี) ของสหรัฐว่า เจพี มอร์แกน เชส แอนด์ โค ธนาคารชั้นนำของสหรัฐ ได้เข้าซื้อกิจการ วอชิงตัน มูชวล อิงค์ มูลค่า 1,900 ล้านดอลลาร์ หลังเอฟดีไอซีเข้าคุมกิจการธนาคารรายใหญ่อันดับ 2 ของสหรัฐ ในด้านเงินฝาก และปล่อยกู้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ทำให้ เจพี มอร์แกน ก้าวขึ้นมาเป็นธนาคารรายใหญ่สุดของสหรัฐด้านเงินฝาก
ทั้งนี้ วอชิงตัน มูชวล เป็นสถาบันเงินออม และเงินกู้รายใหญ่สุดของสหรัฐ ถูกสั่งปิดโดยสำนักงานกำกับดูแลการออมทรัพย์ของรัฐบาลกลาง (โอทีเอส) และได้มอบหมายให้เอฟดีไอซี เข้ามาดูแลกิจการ ถือเป็นการล้มละลายครั้งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมาของอุตสาหกรรมธนาคารสหรัฐ
ด้าน โอทีเอส เผยว่า ความช่วยเหลือดังกล่าว มีขึ้นหลังจากที่ วอชิงตัน มูชวล เผชิญกับภาวะลูกค้าแห่ถอนเงินฝากมากถึง 16,700 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนสภาพคล่องอย่างหนัก ซึ่งโอทีเอสมองว่า ธนาคารอยู่ในสถานะที่ไม่มั่นคง และไม่เหมาะสมที่จะดำเนินธุรกิจต่อไป
วอชิงตัน มูชวล มีสินทรัพย์อยู่ราว 307,000 ล้านดอลลาร์ และมียอดรวมบัญชีเงินฝากราว 188,000 ล้านดอลลาร์ โดยการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ เจพี มอร์แกน จะเข้าถือครองบัญชีเงินฝาก สินทรัพย์ และหนี้บางส่วนของวอชิงตัน มูชวล ส่งผลให้เจพี มอร์แกน มีสาขาเพิ่มเป็น 5,400 แห่งทั่วสหรัฐ ทั้งยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียง 4 เดือน หลังจากบริษัทเข้าควบรวมกิจการกับแบร์สเติร์นส์ วาณิชธนกิจขนาดใหญ่ที่ล้มละลายไปก่อนหน้านี้
การควบรวมกิจการครั้งนี้ ยังเป็นการยุติความเป็นอิสระของวอชิงตัน มูชวล ที่ดำเนินกิจการมานานถึง 119 ปี นับแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2432 และช่วยหนุนให้เจพี มอร์แกน ขยายขนาดขึ้นมาใกล้เคียงกับซิตี้กรุ๊ป ธนาคารรายใหญ่สุดของสหรัฐ ในด้านสินทรัพย์มากขึ้น
ด้านนายเจมี ไดมอน หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) เจพี มอร์แกน แถลงว่า ธุรกรรมครั้งนี้จะช่วยเพิ่มผลประกอบการในทันที และจะประหยัดค่าใช้จ่ายต่อปีประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์ และบริษัทยังมีแผนที่จะออกหุ้นมูลค่า 8,000 ล้านดอลลาร์
ขณะที่นักวิเคราะห์ มองว่า ข้อตกลงข้างต้นจะช่วยดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมาสู่ตลาดได้บ้าง แต่การล้มละลายของวอชิงตัน มูชวล ยังคงเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนถึงความวิตกของตลาดในเรื่องวิกฤติการเงิน และการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ ยังทำให้นายไดมอน บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ในการสร้างให้เจพี มอร์แกน ให้เป็นธนาคารสำหรับลูกค้ารายย่อยทางตะวันตกของสหรัฐ
สำหรับหุ้นของ วอชิงตัน มูชวล ดิ่งลง 1.24 ดอลลาร์ มาอยู่ที่หุ้นละ 45 เซนต์ในการซื้อขายหลังปิดตลาดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน จากข่าวควบกิจการดังกล่าว โดยในปีนี้วอชิงตัน มูชวล มีมูลค่าตามตลาดลดลงไปแล้วถึง 80% ส่วนหุ้นของเจพี มอร์แกนพุ่งขึ้น 1.04 ดอลลาร์ มาอยู่ที่หุ้นละ 44.50 ดอลลาร์
วันเดียวกันนี้ นายบาร์นีย์ แฟรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เปิดเผยว่า การเจรจาในสภาคองเกรสเกี่ยวกับแผนช่วยเหลือภาคการเงินมูลค่า 700,000 ล้านดอลลาร์ จะดำเนินต่อเป็นวันที่สอง ในวันศุกร์ที่ 26 กันยายน ตามเวลาในสหรัฐ แต่ไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่า ส.ส.จากพรรครีพับลิกันที่คัดค้านแผนนี้ จะเข้าร่วมการเจรจาด้วย
นายแฟรงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการบริหารการเงิน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ยังแสดงความหวังว่า ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช และนายจอห์น แมคเคน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี สหรัฐ จะสามารถโน้มน้าวให้บรรดา ส.ส.กลุ่มดังกล่าวเข้าร่วมด้วย
มาตรการช่วยเหลือภาคการเงินของสหรัฐเผชิญกับความยุ่งยากมากขึ้น โดยสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกันกลุ่มหนึ่งเสนอแผนฉบับใหม่ โดยให้รัฐบาลเข้าค้ำประกันการจำนอง ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งในการหลีกเลี่ยงแผนความช่วยเหลือวอลล์สตรีทของฝ่ายบริหารของบุช
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลลดการจัดเก็บภาษีชั่วคราว และผ่อนคลายกฎระเบียบสำหรับธุรกิจ พร้อมตั้งเงื่อนไขว่า สถาบันการเงินที่จะเข้าร่วมในโครงการต้องเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นเกี่ยวกับการถือครองสินทรัพย์เพื่อการจำนอง
ก่อนการประชุมดังกล่าว ซึ่งมี นายบารัก โอบามา ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต และนายจอห์น แมคเคน คู่แข่งจากพรรครีพับลิกัน เข้าร่วมหารือด้วยนั้น ทั้งสองพรรคใกล้จะบรรลุข้อตกลงร่วมสองพรรคแล้ว แต่หลังการประชุม ผู้นำสภาคองเกรสเปิดเผยว่า การทำข้อตกลงอาจต้องใช้เวลาจนถึงช่วงสุดสัปดาห์นี้ หรือนานกว่านั้น
ด้าน นายริชาร์ด เชลบี ส.ว.พรรครีพับลิกัน แสดงความเห็นว่า สภาคองเกรสไม่น่าจะบรรลุข้อตกลงดังกล่าวได้ และว่าข้อตกลงนี้กำลังอยู่ในภาวะไม่แน่นอน
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
