เจาะโลกวิจักขณ์ ชิตรัตน์
เชื้อเพลิงชีวภาพ หรือ biofuel นั้นถือเป็นพลังงานหมุนเวียนประเภทหนึ่ง คือเป็นพลังงานที่คนเราสร้างได้ ไม่ต้องรอธรรมชาติสร้างเหมือนน้ำมันดิบที่ใช้เวลานับแสนนับล้านปี
เชื้อเพลิงชีวภาพก็คือเชื้อเพลิงที่สร้างจากสารอินทรีย์ ซึ่งมีหลายอย่าง แต่ที่อยู่ในความสนใจกันมากในช่วงหลายปีมานี้คือเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากพืช จึงมักเรียกเชื้อเพลิงชีวภาพแบบนี้ว่า food-based biofuel ซึ่งอาจจะเป็นอ้อย ข้าวโพด หรือสบู่ดำที่เรารู้จักกันก็ได้
หลายคนอาจรู้จักเชื้อเพลิงชีวภาพกลุ่มนี้จากฝีมือของบราซิลที่เอาอ้อยมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ นั่นคือหลายปีมาแล้ว
สำหรับคนไทยเราก็เริ่มคุ้นกับเชื้อเพลิงชีวภาพแบบนี้มากขึ้น บางคนอาจจะรู้จากหน้าน.ส.พ. ที่บริษัทผลิตรถยนต์ดังยี่ห้อหนึ่งลงโฆษณาว่าจะผลิตรถที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพออกมาให้ได้ในไม่กี่ปีนี้
แต่ที่เอาเรื่องนี้มาคุยกันวันนี้ก็เพราะเริ่มมีความกังวลกันแล้วว่า เชื้อเพลิงชีวภาพแบบนี้มันอาจจะไม่ดีจริง หรือดีด้านเดียวอย่างที่คิดมาก่อนซะแล้ว
มาคิดกันง่ายๆ หากเราต้องนำพืช ไม่ว่าประเภทใดมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงเพื่อขับเคลื่อนรถยนต์ได้ สิ่งที่เราต้องคิดถึงอะไรบ้าง?
1.พื้นที่ปลูกพืชชนิดนั้น
2.นำพืชนั้นไปสู่กระบวนการผลิต ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตอย่างแน่นอน จะใช้พลังงานมากหรือน้อยก็แล้วแต่วัตถุดิบและขั้นตอนการผลิต
3.เชื้อเพลิงชีวภาพที่ได้มา ต้องมีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงปกติ ไม่งั้นคนไม่ซื้อใช้ ผู้ผลิตก็เจ๊ง ข้อเท็จจริงก็คือ โลกของเรามีพื้นที่จำกัด แต่พลโลกเพิ่มตลอด ฉะนั้น อาหารที่ที่ต้องกินก็จะเพิ่มมากขึ้นไปด้วย แปลว่าเราน่าจะต้องมีพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้นกว่าปัจจุบัน
แต่พื้นที่เพาะปลูกอาหารกำลังโดนแย่งพื้นที่ไป เพราะคนต้องการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น ในสหรัฐและสหภาพยุโรปมีการใช้พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดมากขึ้น คือทั้งใช้กินและผลิตเชื้อเพลิง
ที่สำคัญรัฐบาลหลายประเทศให้เงินเพื่อส่งเสริมให้ปลูกกันเสียอีก
แต่วันนี้สหประชาติ และองค์การเพื่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในยุโรปได้ออกมาเตือนแล้วว่า เชื้อเพลิงชีวภาพไม่ได้ดีอย่างที่คิดเสียแล้ว โดยสหภาพยุโรปสั่งตัดปริมาณการผลิตเชื้อเพลิงประเภทนี้ลงนับตั้งแต่ปีนี้
เหตุผลหลักๆ ก็คือ หากโลกถูกแย่งพื้นที่เพาะปลูกไปมากๆ แม้ว่าชาวไร่จะมีรายได้ดีขึ้น แต่อย่าลืมว่าผลผลิตธัญญาหารอาจลดลงไปด้วย (หากไม่อาจเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกชดเชยได้) ผลก็คือ อาหารแพงขึ้น และจะกระทบทั้งคนรวยและจน แต่คนจนจะหนักกว่า
ข้อต่อมา ชาวไร่จำนวนมาก โดยเฉพาะในประเทศที่ยากจน อาจจะโลภ เพิ่มพื้นที่เพาะปลูกเพื่อหาเงินให้มากขึ้น แต่คงจะทำกันง่ายๆ ด้วยการรุกพื้นที่ป่าไม้ กลายเป็นปัญหาสภาพแวดล้อม อากาศแห้งแล้ง น้ำท่วม ตามมาอีก และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคิดคือ ในกระบวนการผลิตเชื้อเพลิงประเภทนี้ต้องใช้พลังงาน (หรือน้ำมัน หรือไฟฟ้า) ในการผลิตมากน้อยแค่ไหน หากใช้มาก ก็จะปล่อยมลพิษทางน้ำ ทางอากาศมาก เมื่อรวมๆ กันแล้ว แม้ว่าเชื้อเพลิงแบบนี้จะราคาถูก แต่กระบวนการผลิตกลับเพิ่มก๊าซร้ายๆ ให้มากขึ้นไปเสียอีก
หลังจากทุ่มเงินอุดหนุนเรื่องนี้ไป 10,000 ล้านเหรียญในปี 2006 มาวันนี้ ฝรั่งพวกนี้บอกว่าเลิกแล้วครับ
ข้อมูลจาก ข่าวสด
