ย่างกุ้ง-พม่ายืดคำสั่งกักบริเวณ ซู จี ต่ออีกปี นักวิเคราะห์เชื่อรัฐบาลทหารจะกักบริเวณต่อไปอีกหลายปี อย่างน้อยจนกว่าจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จสำนักข่าวจิจิ เพรส ของญี่ปุ่นรายงานอ้างแหล่งข่าวในสำนักงานตำรวจพม่าเมื่อวันศุกร์ (25 พ.ค.) ว่า รัฐบาลทหารพม่าได้ขยายเวลากักบริเวณนางออง ซาน ซูจี ผู้นำเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าออกไปอีก 1 ปี หลังจากที่เริ่มกักบริเวณมาตั้งแต่ปี 2546 โดยก่อนหน้าที่แหล่งข่าวจะเปิดเผยข้อมูล ได้มีรถยนต์คันหนึ่งวิ่งเข้าบ้านนางซู จี ซึ่งคาดว่าจะเป็นการแจ้งคำสั่งกักบริเวณต่อ หลังจากคำสั่งเดิมมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ ซึ่งเท่ากับว่าในช่วง 17 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เดินทางกลับประเทศ นางซู จี ถูกคุมขังในคุกหรือไม่ก็ถูกกักบริเวณในบ้านพักรวมเวลานานกว่า 11 ปี
ขณะเดียกวันนายแลร์รี จาแกน ผู้สื่อข่าวอิสระที่เคยทำงานให้กับบีบีซีและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองพม่าให้ความเห็นว่า รัฐบาลทหารพม่าไม่มีทางจะคืนอิสรภาพให้ผู้นำฝ่ายค้านในเวลานี้อย่างแน่นอน โดยนางซู จี อาจจะถูกกักบริเวณต่อไปเรื่อยๆ อย่างน้อยจนกว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกหลายปี ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพม่ากลุ่มอื่นๆ ยังยืนยันด้วยว่า ไม่คิดว่านางซู จี วัย 61 ปีจะได้รับอิสรภาพภายในเร็วๆ นี้ อย่างน้อยจนกว่าการจัดทำประชามติและการเลือกตั้งจะผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งเท่ากับว่าเธอจะต้องถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในบ้านพักต่อไปอีกอย่างน้อย 3-4 ปี แม้จะมีแรงกดดันจากนานาประเทศมากขึ้นก็ตาม
ก่อนหน้านี้เมื่อวันพุธ ประเทศภาคีสมาชิกกลุ่มอาเซียนหลายประเทศได้ละเมิดนโยบายไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก ด้วยการเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยนางซู จี เช่นเดียวกับสหรัฐ และอีกหลายประเทศที่เคลื่อนไหวในทำนองนี้
ขณะที่นาย เส่ง วิน นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลพลัดถิ่นพม่า กล่าวต่อที่ประชุมนานาชาติว่าด้วยแนวทางไปสู่ประชาธิปไตยในพม่าที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นว่า แนวทางสันติของนางซู จี ไม่เป็นภัยคุกคามต่อรัฐบาล เพราะสิ่งที่เรียกร้องก็คือการสมานฉันท์และการเจรจา แต่รัฐบาลก็ยังคงหวั่นเกรงอิทธิพลของนางซู จี ที่มีต่อประชาชนอยู่นั่นเอง
ด้านนายคริสโตเฟอร์ ฮิลล์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐได้ประนามพม่าระหว่างร่วมประชุมอาเซียน ฟอรัม ซึ่งมีสหรัฐและพม่าเข้าร่วมด้วยว่า พม่ายังคงละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ประชาชนนับพันนับหมื่นคนต้องอพยพหนีภัย จนกลายเป็นวิกฤติการณ์ด้านผู้ลี้ภัยขึ้นในภูมิภาคนี้ และกลายเป็นภาะหนักที่ภูมิภาคนี้ต้องช่วยกันแบกรับ
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้วครั้ง
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
